posttoday
เฟดยังคงเดินหน้าใช้QEผลกระทบต่อหุ้นไทย

เฟดยังคงเดินหน้าใช้QEผลกระทบต่อหุ้นไทย

20 กันยายน 2556

พลิกล็อกกันพอสมควรเนื่องจากการประชุมของ FOMC ล่าสุด ปรากฏว่าเฟดยังคงประกาศใช้มาตรการผ่อนคล้ายเชิงปริมาณ (QE) โดยในการประชุมคณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ00.25% และยังเดินหน้าโครงการซื้อสินทรัพย์ในวงเงิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน พร้อมมองว่ากรณีจะมีการปรับลดลงวงเงินนั้น ต้องมีหลักฐานการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่านี้

พลิกล็อกกันพอสมควรเนื่องจากการประชุมของ FOMC ล่าสุด ปรากฏว่าเฟดยังคงประกาศใช้มาตรการผ่อนคล้ายเชิงปริมาณ (QE) โดยในการประชุมคณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ00.25% และยังเดินหน้าโครงการซื้อสินทรัพย์ในวงเงิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน พร้อมมองว่ากรณีจะมีการปรับลดลงวงเงินนั้น ต้องมีหลักฐานการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่านี้

ก่อนหน้านี้นักลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนมีการคาดการณ์กันว่า จะมีการลดประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาก็ถือว่าเป็นการสร้างความประหลาดใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นก็คือ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องตีความว่า การขับเคลื่อนขึ้นของ SET INDEX ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร เพราะสมมติฐานที่วางไว้ หรือที่ตลาดคาดการณ์ไว้มีการเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่คาดก็คือ เรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เพราะก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่อจากนี้ไปมีการปรับตัวสูงขึ้น เริ่มต้นจากการยกเลิก QE และแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยแนวโน้มดอกเบี้ยต่อจากนี้ไปจะเป็นขาขึ้นไปอีกหลายปี แม้เดิมเคยคาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในการปรับตัวสูงขึ้นจะไม่ส่งผลต่อการโยกเงินจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดเงินมากนัก เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่เป็นตลาดประเทศเกิดใหม่ ความผันผวนและผลตอบแทนสูงมาก จึงไม่มีผลกระทบ แต่ล่าสุด การเปลี่ยนแนวคิดของ FOMC ทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนของแนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นบวก คือ นอกจากไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยกรณีดอกเบี้ยค่อยๆ ขึ้นแล้ว ยังมีผลบวกกรณีที่ดอกเบี้ยยังไม่ปรับตัวขึ้นตามคาด

จึงน่าจะประเมินได้ว่า สมมติฐานที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงไป และน่าจะเป็นเหตุผลที่สำคัญในการที่ทำให้ SET INDEX วิ่งผ่าน 1,450 จุด คำถามสำหรับนักลงทุนก็คือ ทิศทางของ SET INDEX จะเป็นเช่นไรต่อไป หรือกรณีไม่ได้ตามน้ำเมื่อมีการผ่าน 1,450 จุด จะทำให้เช่นไร สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ จะมีปัจจัยอะไรที่เกิดขึ้นต่อจากนี้

คำตอบก็คือ หนึ่ง ผลกระทบจากการตัดสินใจของเฟด และสองการผ่าน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อมาพิจารณาแล้ว ปัจจัยที่หนึ่งก็คือ ผลกระทบต่อการตัดสินใจของเฟดน่าจะมีผลสูงสุด ส่วนกรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คงยังหาความชัดเจนระยะสั้นลำบาก เพราะประเมินกันว่าอาจจะมีการส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นต้องเน้นวิเคราะห์กรณีผลกระทบการตัดสินใจของเฟดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเฉพาะกรณีนี้ถ้าเราวิเคราะห์ในแง่ตรรกะ ก็ต้องบอกว่า เป็นบวก เพราะอย่างน้อยก็คือ เงินในระบบไม่ลดลงเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่กรณีการมองภาพต่อไป ก็ต้องบอกว่าผลกระทบในเชิงบวกมีกรอบจำกัด เพราะการประกาศไม่ลดการอัดฉีดไม่ได้หมายถึงว่า อนาคตไม่มีการลด คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมีการลดปริมาณเงินแน่ๆ หรือการมองอีกมุมหนึ่ง การไม่ลดการอัดฉีดเงิน ส่วนหนึ่งอาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐที่ไม่ฟื้นจริง

จากเหตุผลดังกล่าว แม้การเคลื่อนไหวของ SET INDEX ในระยะสั้นน่าจะเคลื่อนไหวในเชิงบวกสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ (เคยคาดการณ์ไว้ว่า SET INDEX ไม่ควรจะมีตัวเลขสูงกว่า 1,450 จุด ในระยะสั้น) แต่กรณีปัจจัยบวกมีเพียงประเด็นเรื่องของ QE และเป็นเรื่องระยะสั้น การบวกเพิ่มก็น่าจะเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นมากกว่าการแปรสภาพตลาดหุ้นไทยให้เป็นขาขึ้นในทันที บวกกับการดูในแง่ของ P/E ของตลาด, คาดการณ์เชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิค และการมองปัจจัยในอนาคต ก็น่าจะเป็นการขยายกรอบสูงของ SET INDEX ในรอบนี้ไว้ไม่เกิน 1,500-1,520 จุด การลงทุนในช่วงปัจจุบันจึงยังถือว่า GAP ไม่มาก เมื่อเทียบจากราคาปิดในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน