posttoday
"ธีระชัย"ย้ำกม.กู้2ล้านล้านขัดเจตนารมณ์รธน.

"ธีระชัย"ย้ำกม.กู้2ล้านล้านขัดเจตนารมณ์รธน.

19 กันยายน 2556

"ธีระชัย" ชี้กฎหมายกู้2ล้านล้านขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ย้ำควรใช้กระบวนการงบประมาณแนะฝ่ายค้านเสนอวิธีตรวจสอบ

"ธีระชัย" ชี้กฎหมายกู้2ล้านล้านขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ย้ำควรใช้กระบวนการงบประมาณแนะฝ่ายค้านเสนอวิธีตรวจสอบ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อ ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านลานที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่2ในวันที่ 19 ก.ย. ผ่านเฟซบุ๊ฏส่วนตัว โดยระบุว่า  ผู้สื่อข่าวสอบถามผมกรณี 2,000,000,000,000 ว่า (ก) ผมมีข้อเสนอทางออกที่ดีหรือไม่ และ (ข) หากกฎหมายนี้ไม่ผ่าน ผมกังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่เศรษฐกิจหรือไม่

- คำตอบสำหรับข้อ (ก)

- กฎหมายนี้ยังไงยังไงก็ผ่านสภาแน่นอนครับ เพราะจำนวนมือของฝั่งรัฐบาลนั้น มากกว่าฝั่งฝ่ายค้านอยู่แล้ว แต่ที่ผมไม่แน่ใจ ก็คือกฎหมายนี้จะผ่านศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

- ผมอธิบายไว้ในรายการ คม ชัด ลึก ว่าการอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ไม่สามารถอ่านแบบแปลความเฉพาะตัวอักษรภาษาไทยได้ แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงหลักการเงินการคลังประกอบด้วย

- ทุกประเทศในโลกที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย จะไม่มีประเทศใด ที่ยินยอมให้รัฐบาลใช้เงินส่วนรวม แบบตามสบาย ตามอำเภอใจ อยากใช้เงินเมื่อไหร่ ก็เขียนเช็คเอาๆ แบบนี้ไม่มีครับ

- แต่ทุกประเทศ รัฐธรรมนูญจะกำหนด ให้มีการกำกับดูแลการใช้เงินส่วนรวมโดยรัฐบาลไว้ทั้งสิ้น ผ่านกระบวนการงบประมาณ

- ซึ่งรัฐธรรมนูญจะมีข้อบังคับ ให้การเสนองบประมาณต่อรัฐสภาต้องโปร่งใสและมีข้อมูลครบถ้วน มีขบวนการเบิกจ่ายที่รัดกุม และมีขบวนการตรวจสอบติดตามการใช้เงินโดยรัฐสภา

- ดังนั้น การที่รัฐบาลไปออกกฎหมายเฉพาะ ที่เปิดให้มีการใช้เงิน โดยหลีกเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ จึงผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

- ถ้ายึดหลักนี้ ผมยังคิดว่า กรณีที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ออกพระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง และกรณีที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ออกพระราชกำหนดเรื่องป้องกันน้ำท่วม ทั้งสองกรณี ถึงแม้ได้ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจจะยังมีประเด็นที่ผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญด้วย

- ทั้งสองกรณีดังกล่าว ผู้ที่ร้องต่อศาล ได้ร้องเฉพาะในประเด็นของความเร่งด่วน และประเด็นที่ศาลตัดสิน ก็เฉพาะในประเด็นว่า ทั้งสองกรณีดังกล่าว เข้าองค์ประกอบที่จะออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่ เฉพาะประเด็นนี้เป็นสำคัญ

- แต่ในอนาคต ถ้ามีผู้ใดร้องต่อศาล ว่าทั้งสองกรณีที่ผ่านไปแล้ว ผิดหลักการด้านการเงินการคลังในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคิดว่าทั้งสองกรณี ก็น่าจะผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างกันกับพระราชบัญญัติสองล้านล้าน

- กลับมาถึงข้อเสนอทางออก

- ขณะนี้รัฐบาลเรียกร้องฝ่ายค้าน ให้ยอมผ่านกฎหมายสองล้านล้านไปเถอะ แต่หากต้องการให้มีขบวนการตรวจสอบที่รัดกุม ก็ให้ฝ่ายค้านเสนอแนวทางต่างๆ และข้อเสนอนี้ สื่อมวลชนบางราย ก็ได้พยายามขายไอเดียกันแล้ว

- ผมขอแจ้งว่า ขบวนการตรวจสอบที่ดีและรัดกุมนั้น ไม่ต้องไปเสียเวลาเขียนกันใหม่ดอกครับ ไม่ต้องไปตั้งคณะกรรมการอะไร ที่ผิวเผินดูดี แต่ไม่ได้ผล ไม่ต้องไปจัดงานมหกรรมอะไร ที่กดปุ่ม ถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ ไม่ต้องไปเสียเงินอะไร เพื่อขึ้นคัดเอาท์โฆษณาตามถนน

- แต่ขบวนการตรวจสอบที่ดีที่สุด ที่มีอยู่แล้ว ก็คือกระบวนการงบประมาณ

- กระบวนการงบประมาณของไทย ได้มีการจัดตั้งและขัดเกลา ให้มีความรัดกุมดีอยู่แล้ว โดยฝีมือของขุนคลังระดับอ๋องในอดีต เช่น คุณบุญมา วงษ์สวรรค์ ดร. เสริม วินิฉัยกุลท ดร. สุธี สิงห์เสน่ห์ คุณสมหมาย ฮุนตระกูล ฯลฯ

- ดังนั้น การเสนอลงทุนแบบนี้ จึงควรจะใช้กรอบงบประมาณ

- แต่ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่สำคัญ ที่รัฐบาลชี้แจงว่า จำเป็นจะต้องออกเป็นกฎหมายเฉพาะ ก็เพราะโครงการลงทุนใช้เวลานาน หากทำเป็นงบประมาณรายปี และต่อไปเกิดเปลี่ยนรัฐบาล หากมีการยกเลิกหรือไม่ทำต่อ ก็จะเสียหาย

- ผมขอค้านครับ

- ถ้ารัฐบาลเห็นว่ากฎหมายและวิธีการงบประมาณที่ใช้อยู่นั้น ยังไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อการลงทุนโครงการที่ต้องทำต่อเนื่องหลายๆ ปีได้ รัฐบาลก็เร่งแก้กฎหมายงบประมาณซิครับ เพื่อให้สามารถมีการเกี่ยวเชื่อมโยงบางรายการ จากปีที่หนึ่ง ไปปีที่สอง ไปปีที่สาม กี่ปีก็ได้ จนกว่าโครงการจะเสร็จ

- พูดง่ายๆ หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะให้มีการตรวจสอบ แทนที่จะเสนอกฎหมายสองล้านล้าน ที่มีเอกสารประกอบเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเพียงสองแผ่น (ย้ำ - สองแผ่น) รัฐบาลก็ควรจะแก้ไขกฎระเบียบ ให้กรอบงบประมาณ สามารถรองรับการลงทุนแบบต่อเนื่องข้ามหลายๆ ปีได้ซิครับ

- กฎหมายงบประมาณ ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงแก้ไขได้ไม่ยาก และรัฐบาลก็มีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ผ่านได้แน่นอน

- ผมมั่นใจ ว่าหากรัฐบาลเสนอการลงทุนสองล้านล้าน ให้อยู่ภายใต้กรอบงบประมาณ โดยมีการแก้ไขกฎหมายงบประมาณก่อน ฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก ก็คงเห็นด้วย

- คำตอบสำหรับข้อ (ข)

- ขณะนี้มีนักธุรกิจหลายราย ที่กังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ เพราะเริ่มซบเซาอย่างรวดเร็ว

- หลายคนบอกผมว่า ขณะนี้ เขาสามารถซื้อรถยนต์ได้ โดยมีการลดแลกแจกแถมจากผู้ขาย มากกว่าช่วงรถคันแรกอย่างมาก เพราะยอดขายแผ่ว

- หลายคนบอกผมว่า ขณะนี้ การขายส่งออกสินค้าหลายตัว ลดลงไปมาก จะดีก็เฉพาะสินค้าจำเป็น

- หลายคนบอกผมว่า ขณะนี้ ยอดขายคอนโดแต่ละเดือน ลดลงไปมาก ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของยอดเดิม และมีแนวโน้มจะลงไป เหลือเพียงหนึ่งในสามของยอดเดิมด้วยซ้ำ

- ด้วยเหตุนี้ นักธุรกิจบางราย จึงได้ออกมาเปิดตัว สนับสนุนกฎหมายสองล้านล้าน โดยหวังว่าการใช้จ่ายดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับหนึ่ง

- เหตุที่ภาวะธุรกิจแผ่วเร็ว ก็เพราะในช่วงที่สหรัฐดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดๆ ช่วงที่สหรัฐมีการพิมพ์ดอลลาร์ออกมาอย่างหนักหน่วงนั้น เงินได้ไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมหาศาล

- เงินดังกล่าว ผลักดันให้ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา เกิดสภาวะบูมขึ้นอย่างแรง ทุกคนดีใจกันทั่วหน้า

- ผมเองได้ออกมาเตือนกระทรวงการคลังหลายครั้ง ผ่าน FACEBOOK นี้ แนะนำให้ใช้อำนาจกระทรวงการคลัง ชะลอเงินทุนไหลเข้าลงบ้าง ไม่ว่าด้วยวิธีเก็บภาษีดอกเบี้ยที่นักลงทุนต่างชาติได้ไปจากไทย หรือวิธีอื่น

- แต่รัฐมนตรีคลัง (นายกิตติรัตน์) แทนที่จะสนใจหาวิธีใช้อำนาจของกระทรวงการคลัง กลับไปจ้ำจี้จ้ำใช ให้แบงค์ชาติลดดอกเบี้ย

- มาบัดนี้ เงินได้ไหลกลับออกไปมากแล้ว เหลืออยู่แต่ฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์

- ธุรกิจการค้าที่ซบเซามากขณะนี้ มีต้นเหตุหลักสองประการ

- ประการแรก โครงการประชานิยมแบบกระตุ้นการอุปโภคบริโภค ที่ควบคู่ไปกับดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป ชักนำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ต่อไปนี้ ประชาชนต้องประหยัดมากขึ้นกว่าเดิม

- ประการที่สอง ฟองสบู่ที่แตกในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ทำให้ความต้องการซื้อคอนโดและที่ดิน ประเภทที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อลงทุน ความต้องการได้ลดลงอย่างมาก

- หากกฎหมายสองล้านล้านไม่ผ่าน ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจคงจะไม่เร่งตัวหวือหวามากนัก

- แต่รัฐบาลก็จะยังสามารถแยกส่วนโครงการสองล้านล้าน แยกร่างออกไป เอาโครงการที่ไม่ค่อยมีใครคัดค้าน เช่น รถไฟรางคู่ การขนส่งทางแม่น้ำ ฯลฯ ไปดำเนินการตามกระบวนการงบประมาณปกติได้นี่ครับ

- ที่จริง ถ้าทำเช่นนี้แต่แรก ก็คงจะเดินหน้าเรื่องง่ายๆ ไปได้มากแล้ว จะเหลือเถียงกันเฉพาะแค่บางโครงการที่ลงทุนสูง เช่น รถไฟความเร็วสูง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน