
จุดเปลี่ยนทีวี?
ผลตอบรับเกินคาดสำหรับจำนวนผู้มาซื้อซองประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง เมื่อวันที่ 10-12 ก.ย.ที่ผ่านมา รวม 33 บริษัท 49 ชุด โดยช่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ ช่องวาไรตี ความละเอียดมาตรฐาน (เอสดี) ซึ่งมีผู้ซื้อซองถึง 17 ราย รองลงมาคือ ช่อง คมชัดสูง (เอชดี) 12 ราย ช่องข่าว 12 ราย และช่องเด็ก 8 ราย
ผลตอบรับเกินคาดสำหรับจำนวนผู้มาซื้อซองประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง เมื่อวันที่ 10-12 ก.ย.ที่ผ่านมา รวม 33 บริษัท 49 ชุด โดยช่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ ช่องวาไรตี ความละเอียดมาตรฐาน (เอสดี) ซึ่งมีผู้ซื้อซองถึง 17 ราย รองลงมาคือ ช่อง คมชัดสูง (เอชดี) 12 ราย ช่องข่าว 12 ราย และช่องเด็ก 8 ราย
จากจำนวนผู้มาซื้อซองในทุกหมวดหมู่ ทำให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เริ่มอุ่นใจว่าการประมูลจะไม่สะดุด ด้วยว่าผู้สนใจเข้าประมูลมีมากกว่าจำนวนช่องที่เปิดประมูล คือ เอสดี 7 ช่อง เอชดี 7 ช่อง ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 3 ช่อง หรือโดยเฉลี่ยแล้ว มีผู้สนใจมากกว่าช่องที่เปิดประมูล 23 เท่า
ค่าธรรมเนียมซื้อซองชุดละ 1.07 ล้านบาท เสมือนเป็นเครื่องการันตีว่า ผู้ที่มาซื้อซองจะร่วมประมูลจริงๆ และหากไม่ใช่กลุ่มทุนเงินหนาที่จะยอมทิ้งเงินล้านซื้อมาดูเล่น ทำให้ศึกชิง 24 ช่องทีวีดิจิตอลครั้งนี้ร้อนแรงตั้งแต่ยกแรก เพราะผู้แข่งขันมากย่อมหมายถึงราคาประมูลที่สูงขึ้นด้วย
โดยเฉพาะช่องเด็กที่ราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุดที่ 140 ล้านบาท อาจไปจบลงที่ราคาสูงกว่าเดิม 3 เท่า จากสัดส่วนผู้เข้าร่วมประมูลที่สูงกว่าช่องรายการเกือบ 3 เท่า และช่องเด็กยังเป็นเพียงหมวดหมู่เดียวที่ผู้มาซื้อซองนั้นคือผู้ที่ตั้งใจว่าจะเข้าร่วมประมูลแน่นอนอีกด้วย
ต่างกับช่องเอชดีและช่องข่าว ที่มีหลายรายที่ซื้อไปทั้งสองชุด แต่เงื่อนไขกำหนดว่าไม่สามารถประมูลทั้งสองช่องร่วมกันได้ โดยผู้ซื้อมีทั้งกลุ่มทรู ช่อง 3 และ ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ เครือไทยรัฐ รวมถึง บริษัท จันทร์ 25 ของ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ กับ ช่อง 7 ซึ่งมีประเด็นการถือหุ้นและอาจถูกตัดสิทธิ หากยื่นประมูลช่องเอชดีด้วยกันทั้งคู่ ที่แม้มีจำนวนมากจริง
อย่างไรก็ตาม ช่องเอชดีกำหนดให้ 25% เป็นรายการข่าวและอีก 75%เป็นบันเทิง โดยไม่ได้ระบุว่า รายการใดควรจะมีสัดส่วนเท่าไร เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนรายใหญ่อยู่ในสถานะได้เปรียบ สามารถผลิตรายการข่าว เด็ก และวาไรตี แข่งกับช่องมาตรฐาน ขณะที่รายเล็กไม่มีโอกาสเข้าถึงระบบเอชดี สุดท้ายอาจกลายเป็นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ครอบครองวงการโทรทัศน์ต่อไป และเกิดคำถามว่า ทีวีดิจิตอลจะเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญด้านคอนเทนต์ที่แท้จริงหรือไม่







