
ชงรัฐลดภาษีนำเข้าของเล่นวอนปรับมุมมองไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
อุตสาหกรรมของเล่นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยน จากการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้น
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
อุตสาหกรรมของเล่นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยน จากการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้น พ่อแม่ในยุคดิจิตอลจึงยอมควักเงินเพื่อซื้อของเล่นที่อิงกับโลกดิจิตอลให้กับลูกๆ และขณะเดียวกันสินค้าของจีนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มาแรง เพราะด้วยความที่มีราคาถูก สอดรับกับกำลังการซื้อที่ลดลงในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
วีระพงษ์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท นิชิเวิร์ล ผู้ผลิตและนำเข้าของเล่น เปิดเผยว่า สภาพตลาดของเล่นในไทยช่วงปีนี้มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 10% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังการซื้อของพ่อแม่ลดลง จากการเป็นหนี้การผ่อนรถ หรือกระทั่งบัตรเครดิต ส่งผลให้การซื้อของเล่นโดยเฉลี่ยต่อครั้งเพียง 200300 บาท
ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจดี ตลาดของเล่นจะมีอัตราการเติบโต 2530% อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบสำหรับตลาดของเล่นไทยขณะนี้คงเป็นเรื่องภาษีนำเข้าของเล่นที่มีการจัดเก็บ 20% ทำให้สินค้ามีราคาแพง ขณะที่ของเล่นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กช่วยพัฒนาการเด็ก ซึ่งตรงนี้อยากให้ภาครัฐเปลี่ยนมุมมองการจัดของเล่นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและปรับลดการจัดเก็บภาษี
“การปรับลดภาษีมีผลทำให้สินค้าเข้าถึงพ่อแม่หรือกลุ่มลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น เด็กไทยก็จะมีพัฒนาการและทักษะต่างๆ ทั้งทางด้านอารมณ์และสมองที่ดีขึ้น และขณะเดียวกันอุตสาหกรรมของเล่นไทยก็จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น” วีระพงษ์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มของเล่นที่กำลังมาแรงคงหนีไม่พ้นของเล่นที่มีการผสมผสานการเล่นกับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น เฟอร์บี้เชื่อมต่อกับการเล่นแอพพลิเคชันไอโฟน ทามาก็อตจิ ซึ่งหากเป็นของเล่นที่เป็นแค่โมเดลแปลงร่างจะไม่ค่อยได้รับความนิยม อีกทั้งพ่อแม่ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อของเล่นที่ฝึกทักษะภาษาอังกฤษ การกระทั่งการฝึกพัฒนาและเรียนรู้ต่างๆ อาทิ เลโก้
ขณะที่ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของนิชิเวิร์ลได้ขยายกลุ่มธุรกิจจากผู้นำเข้าของเล่นมาสู่การเป็นรับสิทธินำลิขสิทธิ์ซีรีส์รายการการ์ตูนมาเผยแพร่ หรือเรียกว่าทำครบวงจรยิ่งขึ้นและเป็นกลยุทธ์ที่สร้างยอดขายของเล่นได้ดีและได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การ์ตูนแพร่ภาพ โดยบริษัทจับมือร่วมกับออล์ดีย์ บริษัทผลิตของเล่นและผลิตการ์ตูนของจีน
วีระพงษ์ กล่าวว่า บริษัทได้เริ่มนำซีรีส์การ์ตูนจีนเข้ามาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้มี 2 เรื่อง อาทิ นาโด ที่จะแพร่ภาพทางช่อง 5 และเจรจากับช่อง 9 รวมทั้งเคเบิลทีวี เพราะกระแสนิยมการ์ตูนจีนของเด็กไทยกำลังมาแรง และกำลังได้รับความนิยมจากฟรีทีวีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสวนกับกระแสกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่เริ่มอิ่มตัว
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาจีนมีการพัฒนาการผลิตซีรีส์การ์ตูนและของเล่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์เด็กได้ดี ประกอบกับมีการพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น แถมเมื่อเทียบกับของเล่นจากญี่ปุ่นชนิดเดียวกันมีราคาถูกกว่า 15-20% ซึ่งสอดรับกับกำลังซื้อของคนไทยในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี
“แหล่งผลิตของเล่นส่วนใหญ่จะมาผลิตจากจีน ไม่ว่าจะเป็นของเล่นจากยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำให้ของเล่นจากจีนได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งผลิตที่เหมือนกัน ทำให้ตลอดช่วง 45 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายพอร์ตโฟลิโอ โดยเน้นนำเข้าสินค้าจากจีนถึง 65% และญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ 35%” วีระพงษ์ กล่าว
ขณะที่ในปีหน้านี้บริษัทได้ปรับแผนการตลาด โดยจะออกสินค้าใหม่ในเดือน ม.ค.ก.พ.นี้ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเปิดตัวสินค้าใหม่มากนัก แต่มาเปิดตัวครึ่งปีหลังจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันรุนแรง ล่าสุดได้เปิดตัวลูกข่างสมองกลนำเข้าจากจีน ราคา 100-1,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายกว่า 3 แสนชิ้น สิ้นปีนี้รายได้รวมโต 20%
สำหรับอุตสาหกรรมของเล่นไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก หากภาษีนำเข้าลดลงเด็กไทยก็จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องขบคิดอีกหนึ่งเรื่อง หลังจากการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้ว รวมถึงมีแนวโน้มจะปรับลดภาษีสินค้านำเข้าฟุ่มเฟือยจาก 30% เหลือ 05%
ทั้งหมดนี้อยากให้ภาครัฐพิจารณาให้ถ่องแท้ โดยอิงประโยชน์ของเด็กไทยในวันนี้ ที่จะเป็นอนาคตของชาติในวันหน้านั่นเอง







