
ส่องโอกาส 3D-แอนิเมชั่นไทยจับงานเล็กอนาคตสดใสกว่า
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
สิ่งที่รัฐบาลไทยเลือกที่จะรับรู้เสมอ คือ การ์ตูน เป็นเรื่องของเด็กๆ ทำให้การสนใจหรือสนับสนุนจึงเป็นไปอย่างจำกัด โดยมูลค่าของอุตสาหกรรมนี้เมื่อ 2 ปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น และคาดว่าในปีนี้ดีที่สุดอาจจะอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าของอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลกอยู่ในหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งมีเรื่องการผลิตคอนเทนต์ 3D เข้ามาเพิ่มด้วย ยิ่งทำให้มูลค่าขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาล
เกรแฮม คลาร์ก หัวหน้าฝ่ายสเตอริโอกราฟี ของบริษัท สเตอริโอดี ผู้ให้บริการผลิตและสร้างสรรค์ความเป็น 3D ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด กล่าวว่า ตลาด 3D กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะในอเมริกา แต่เป็นทั่วโลก โดยมี 3 ประเทศหลักที่ภาพยนตร์และคอนเทนต์ 3D สามารถทำรายได้ถล่มทลาย คือ รัสเซีย เกาหลีใต้ และจีน เรียกว่าความต้องการมีมากกว่าคอนเทนต์ที่ผลิตได้ และโอกาสของไทย คือ เป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางตลาดเหล่านี้
“จำนวนโรงภาพยนตร์ที่ฉาย 3D ได้ในจีนมีมากกว่าในอเมริกาและแคนาดารวมกันแล้ว และคาดว่าปีหน้ารายได้จากการฉายภาพยนตร์ 3D ในจีนน่าจะแซงหน้าอเมริกาและแคนาดาด้วย ซึ่งการผลิตภาพยนตร์ 3D หากสามารถฉายในจีนได้ ก็คุ้มทุนการสร้างได้แล้ว” คลาร์ก กล่าว โดยปัจจุบันมูลค่าของภาพยนตร์ที่มีระบบ 3D จะสามารถทำรายได้เฉลี่ย 40% จากรายได้รวมของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ แต่มีบางเรื่องที่ทำได้ถึง 60% เช่น อเวนเจอร์
สำหรับโอกาสของไทยนั้น คงไม่ใช่การขยับเข้าไปรับงานขนาดใหญ่ แต่ต้องเริ่มจากงานเอาต์ซอร์ส งานร่วมผลิต รวมถึงงานขนาดเล็กอื่นๆ เช่น โฆษณา การ์ตูนสั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้มีบริษัทไทยที่สามารถทำงาน 3D ได้ เช่น อิมเมจิแม็กซ์ เซอร์เรียล เป็นต้น ซึ่งการร่วมผลิตนั้น ข้อดีอย่างยิ่ง คือ การทำตลาดจะง่ายกว่าทั้งในและต่างประเทศ
นิธิพัฒน์ สมสมาน นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย หรือแทคก้า เปิดเผยว่า ตลาดแอนิเมชันในไทยต้องยอมรับว่าไม่ประสบความสำเร็จในโรงภาพยนตร์ ทำรายได้ในไทยไม่ดีนัก และออกไปขายต่างประเทศลำบาก แต่ส่วนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งคือการทำเป็นซีรีส์ มีเป้าหมายชัดเจนคือ เด็ก เช่น เชลล์ดอน ที่สามารถขายได้กว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมีอีกหลายเรื่องที่ถูกซื้อไปฉายต่อ ซึ่งเป็นโอกาสในการทำสินค้าลิขสิทธิ์ออกมาขาย ซึ่งหากทำตลาดได้ดี นั่นหมายถึงรายได้และกำไรอีกมาก
จากมูลค่าอุตสาหกรรมกว่า 5,000 ล้านบาท มีประมาณ 700 ล้านบาทเท่านั้น ที่เกิดจากการส่งออก แสดงว่าโอกาสในการเติบโตยังมีอีกมาก ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริม คือ การเปลี่ยนไปสู่ระบบทีวีดิจิตอล เป็นการดึงให้ผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างประเทศสนใจเข้ามาร่วมผลิต โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจไทยอย่างจริงจัง
“ญี่ปุ่นรับจ้างไทยผลิตแอนิเมชันในตู้ปาจิงโกะ รวมถึงการผลิตงานโฆษณาสินค้าแทบทุกชนิด ซึ่งญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศจีน และมีแนวโน้มย้ายมาอย่างต่อเนื่อง เพราะนักพัฒนาแอนิเมชัน และ 3D ในไทยมีคุณภาพงานในระดับที่ดี เพียงแต่ต้องเน้นงานขนาดเล็กมากกว่าโครงการใหญ่” นิธิพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทนักพัฒนาแอนิเมชันและ 3D ของไทยต้องเปลี่ยนแนวคิด มุ่งเน้นตลาดนอกมากกว่าตลาดใน และจับงานขนาดเล็กมากกว่างานใหญ่ เพราะหากจะวัดขนาดและฝีมือแล้ว งานคอนเทนต์ในตลาดโลกมีการแข่งขันที่สูงมาก โอกาสแจ้งเกิดและสร้างรายได้จึงมาจากงานขนาดเล็กที่ทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน รายได้ของนักพัฒนาแอนิเมชันและ 3D ของไทย ไม่ใช่การสร้างงาน 3D และแอนิเมชันสุดอลังการอย่าง อเวนเจอร์ แปซิฟิก ริม หรือจูราสสิกปาร์ก แต่ต้องศึกษาจากกรณี เช่น มิเนียน ที่อาศัยปล่อยแอนิเมชันสั้นๆ ออกมาเป็นจำนวนมากให้ดูกันฟรีๆ เพื่อสร้างกระแส แล้วมีสินค้าลิขสิทธิ์ตามมาอีกเพียบ สร้างคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์รอบๆ ตัวผู้บริโภค สุดท้ายภาพยนตร์ใหญ่ฟอร์มยักษ์ก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปสำหรับแอนิเมชันและ 3D ของไทย







