posttoday
ยุทธศาสตร์แปรรูปยางไทยรัฐบาลต้องจริงใจหนุน

ยุทธศาสตร์แปรรูปยางไทยรัฐบาลต้องจริงใจหนุน

10 กันยายน 2556

“การทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพและราคาสูงขึ้น ต้องส่งเสริมตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ”

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

“การทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพและราคาสูงขึ้น ต้องส่งเสริมตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” เป็นเป็นเหมือนคาถาของรัฐบาล แต่เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดเห็นว่า ในแต่ละนโยบายที่รัฐบาลประกาศแก่สาธารณะ แต่การจะผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริงนั้น จำเป็นที่รัฐต้องใส่ใจและจริงจังโดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นราคายางให้สูงขึ้น

ชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น เป็นหัวใจหลักของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา ซึ่งปัจจุบันไทยผลิตได้ยางประมาณ 3.6 ล้านตัน ใช้ในประเทศเพียง 10% และส่งออกถึง 90% มีรายได้จากการส่งออกปีละ 3.7 แสนล้านบาท ซึ่งหากสามารถส่งเสริมการแปรรูปยางในประเทศเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่ต้องการให้มีการใช้ยางเพิ่มอีกประมาณ 15% หรือ 30% จะทำให้มูลค่าของยางพาราเพิ่มขึ้นได้ถึง 56 แสนล้านบาทต่อปี แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือทั้งเกษตรกรและเอกชนขาดสภาพคล่อง และขาดการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

ผู้อำนวยการ อ.ส.ย. กล่าวว่า แนวทางสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ คิด คือการปั้นสถาบันเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ผู้แปรรูปยางพารา ให้ขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ 6 เพื่อสร้างดุลอำนาจในการใช้ยางและส่งออกยางกับ 5 เสือผู้ส่งออกยางพาราใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากสามารถส่งเสริมเกษตรกรรวมตัวกันแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมผลิตยางกลางน้ำ เช่น แท่งเอสทีอาร์ 20 หรือยางอื่นที่ไม่ใช่ยางแผ่น จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรและรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงของปัญหาราคายางตกต่ำ และเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงราคายางที่ 100 บาทต่อ กก. แม้จะไม่สามารถรับซื้อที่ราคาดังกล่าวได้ แต่รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการออกมาช่วยเหลือ ซึ่งหนึ่งในมาตรการคือการส่งเสริมสถาบันเกษตรและภาคเอกชนเพิ่มการใช้ยางพาราเพื่อการแปรรูป โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการใช้ยางพาราเพิ่มในระยะอันใกล้

ทั้งนี้ การเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศที่สำคัญและรวดเร็วคือการใช้ยางเป็นส่วนผสมในการทำพื้นถนน ซึ่งกรมทางหลวงจะสรุปผลการศึกษาการใช้ยางเป็นส่วนผสมในยางมะตอยลาดถนนหรือแอสฟัลต์ รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัย ในกลางเดือน ก.ย.นี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพิจารณาว่า ควรจะมีนโยบายใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมหรือไม่ ซึ่งหากทำได้ กระทรวงคมนาคมก็จะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น โดยถนน 1 กิโลเมตรจะใช้ยางพาราประมาณ 4 ตัน ซึ่งกรมทางหลวงจะซ่อมบำรุงถนนปีละ 8 หมื่นกิโลเมตร จะต้องใช้ยางถึง 3.2 แสนตันต่อปี จะทำให้เป็นตัวเลือกในการดูดซับยางส่วนเกินและแย่งกันใช้ยางและยกระดับราคา โดยเบื้องต้นผลการทดสอบทางวิชาการของกรมทางหลวง พบว่า ได้มาตรฐานสูงกว่าการใช้แอสฟัลต์ทั่วไป แต่ราคาก็สูงกว่าราว 10% โดยที่ผ่านมามีการใช้ยางพาราลาดถนนในหลายเส้น แต่ส่วนมากเป็นสถานที่ราชการทำให้ไม่สามารถประเมินผลเชิงพาณิชย์ได้ เช่น ถนนในมหาวิทยาลัยเกษตร ในสถาบันวิจัยยางพาราในภาคใต้ อย่างไรก็ตามเมื่อผลการศึกษาของกรมทางหลวงออกมาจะเป็นการสรุปและตอบปัญหาความคุ้มทุนและความปลอดภัยของการจราจรด้วย เพราะที่ผ่านมามีหลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่าจะปลอดภัยหรือไม่ จะลื่นหรือไม่ ในขณะที่ด้านหนึ่งก็มองว่า ใช้ยางจะดีกว่าแอสฟรัสเพราะมีความหนาแน่นกว่าและกรณีเกิดน้ำท่วมต่อไปถนนจะไม่กร่อนจากแรงกัดเซาะของน้ำ ทั้งนี้หากผลการศึกษาได้ข้อยุติ คาดกว่ากระทรวงคมนาคม จะต้องผลักดันให้เกิดการใช้จริง

ด้านอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องใช้โอกาสความวุ่นวายของปัญหาราคายางพาราคาครั้งนี้ รื้อการแก้ไขโครงสร้างยางพาราทั้งหมด โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเกษตรกรรวมตัวกันตั้งโรงงงานผลิตยางกลางน้ำ เหมือนมาเลเซีย ที่ไม่เคยมีปัญหาราคา เพราะหนุนเกษตรกรตั้งโรงงานผลิตเอง รวมถึงการรื้อโครงการรับเบอร์ซิตี้ ที่ได้เคยคิดกันไว้ และหลายรัฐบาลยังไม่ได้ทำ ขึ้นมาเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อชิงการเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก จากมาเลเซียที่ประกาศว่าจะเป็นศูนย์กลางของโลกในปี 2020

ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก จะเป็นทางรอดของยางพาราไทย เนื่องจากปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกยางทั่วโลกประมาณ 50 กว่าล้านไร่ โดยมี 3 ประเทศคือ ไทย อินโดและมาเลเซียมี พื้นที่ปลูกร่วมกันกว่า 40 ล้านไร่ และในหลายประเทศขณะนี้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 18 ล้านไร่ เพราะฉะนั้นหากไม่สร้างความต้องการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่ม อนาคตเกษตรกรยางพาราไทยจะลำบาก

“ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนปลายน้ำปรับเปลี่ยนเครื่องจักรยังไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องนัก เพราะอาจจะใช้ยางเพิ่มขึ้นในจำนวนไม่มาก แต่หากส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานเพิ่มจะเหมาะสมกว่า ซึ่งการจะสร้างโรงงานเพิ่มก็ต้องมาจากความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐควรส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงมือแพทย์ ถุงยางอนามัย ล้อรถยนต์ เป็นต้นซึ่งสิ่งเหล่านี้หากมีระเบียบ กฎหมาย อะไรที่เป็นอุปสรรคต้องช่วยปลดออกให้หมดซึ่งในวันที่ 12 ก.ย.นี้หอการค้าจะเปิดเสวนาเรื่องทางออกยางพาราไทย เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐ อีกทางหนึ่ง”

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน