
ศรัทธาทัวร์มุ่งกลยุทธ์ดึงต่างประเทศแสวงบุญ
ยุคนี้คนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศกันเองมากขึ้น แทนการไปกับทัวร์ ทำให้บริษัททัวร์ทำงานไม่ง่ายเหมือนในอดีต
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ยุคนี้คนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศกันเองมากขึ้น แทนการไปกับทัวร์ ทำให้บริษัททัวร์ทำงานไม่ง่ายเหมือนในอดีต ต้องแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเองมากขึ้น ต้องดิ้นรนวางกลยุทธ์ตลาดที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว บริษัทที่กลยุทธ์ดีเท่านั้นจึงจะอยู่ได้
เลิศรัชต์ อัครพัศพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรัทธาทัวร์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจทัวร์มานานกว่า 29 ปี กล่าวว่า หากไม่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน บริษัททัวร์ไม่เชี่ยวชาญเฉพาะเจาะจงว่าเก่งด้านไหน ไม่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่ในมือ ก็ทำธุรกิจเหนื่อย เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคทองของบริษัททัวร์ บริษัทที่อยู่ได้ต้องมีฐานลูกค้าหนาแน่น และราคาทัวร์ต้องน่าสนใจ ซึ่งในที่นี่หากเป็นราคาถูก คุณภาพจัดทัวร์ต้องไม่แย่ เพราะถ้าถูกแล้วแย่ บริษัททัวร์นั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
ทั้งนี้ บริษัททำทัวร์นำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ 80% อีก 20% ทำทัวร์นำคนต่างประเทศเที่ยวไทย ในส่วนของคนไทยเที่ยวต่างประเทศนั้น พฤติกรรมคนไทยเดินทางเองมากขึ้นกระทบธุรกิจมาก แต่บริษัทมีจุดแข็งเพราะเน้นทำตลาดที่ยังเดินทางไปเองยาก ธุรกิจจึงยังมีแนวโน้มเติบโตดีอยู่
บริษัทชำนาญทำทัวร์แดนพุทธภูมิ เช่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ภูฏาน สิกขิม และทิเบต อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่ทัวร์เอื้องหลวงของบริษัท การบินไทย ใช้บริการต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เน้นพาชาวพุทธไปแสวงบุญ
“เส้นทางอินเดียเนปาล ยังเป็นตลาดของทัวร์อยู่ แม้จะเริ่มมีกลุ่มที่ต้องการเดินทางเองในเส้นทางนี้บ้าง แต่เนื่องจากการเดินทางในประเทศเหล่านี้ทำได้ยากลำบาก ส่วนใหญ่จึงยังต้องใช้บริการจองแพ็กเกจการเดินทางผ่านบริษัททัวร์อยู่ ถือเป็นตลาดที่ทำให้บริษัททัวร์ยังมีลมหายใจต่อไปได้ และเชื่อว่าเส้นทางทัวร์อินเดียเนปาล น่าจะยังเติบโตได้ไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี” เลิศรัชต์ กล่าว
ภาพรวมทัวร์แสวงบุญมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ทัวร์ประเภทนี้ก็ยังเติบโตอยู่ เพราะยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี คนมีความทุกข์จากการทำธุรกิจ มีความทุกข์จากปัญหาการเมืองวุ่นวาย ก็ทำให้คนกลุ่มนี้ยิ่งสนใจพุทธศาสนา ต้องการไปแสวงบุญเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนามากขึ้น
สำหรับล่าสุดบริษัทก็ได้ขยายตลาดนำคนประเทศอื่นไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถาน 4 ตำบลในอินเดียเนปาลด้วย คือ คนจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงคนไทยและคนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไปอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย แล้วต้องการไปแสวงบุญ โดยให้ขึ้นเครื่องบินจากออสเตรเลียมาลงที่กรุงเทพฯ แล้วขึ้นเครื่องบินไปทัวร์ต่อยังแดนพุทธภูมิ ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะดึงคนจากออสเตรเลียแสวงบุญได้ 500 คน
นอกจากนี้ ก็ขยายตลาดคนไทยไปแสวงบุญอินเดียเนปาลมากขึ้น จากเดิมเน้นเจาะตลาดพรีเมียมอย่างเดียว ก็หันมาทำตลาดราคาประหยัดขึ้น เพื่อตอบสนองกลุ่มที่ต้องการแสวงบุญแต่งบประมาณไม่มาก เพียงแต่การให้บริการก็อาจจะไม่พิเศษเท่ากับที่เคยจัด เช่น ไม่นำแม่ครัวจากไทยไปปรุงอาหารให้รับประทาน ใช้รถบัสที่หรูหราน้อยลง ที่พักราคาถูกลง เป็นต้น ราคาทัวร์ประหยัดจะอยู่ที่ 3.95 หมื่นบาทเท่านั้น
ขณะที่ราคาทัวร์ระดับมาตรฐานที่เคยทำอยู่ที่ 5.35 หมื่นบาท และทัวร์ระดับพรีเมียม ราคา 79 หมื่นบาท โดยตั้งเป้าหมายว่าจากการขยายตลาด จะทำให้ยอดขายทัวร์พุทธภูมิเติบโต 10% สอดคล้องกับทุกปีที่จะเติบโตในอัตรานี้
เลิศรัชต์ กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายฐานลูกค้าราคาประหยัด บริษัทยังมีแผนเป็นตัวแทนการจัดจำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยสารไปยังแดนพุทธภูมิของสายการบินประเภทเช่าเหมาลำแบบมีตารางเวลาบินที่แน่นอน (Charter Schedule Flight) โดยคาดหวังว่าสายการบินจะเปิดให้บริการได้เดือน ก.ย. ทันรองรับความต้องการไปท่องแดนพุทธภูมิที่จะมีมากช่วงวันที่ 1 ต.ค.-31 มี.ค. ของทุกปี ซึ่งสายการบินนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตต่างๆ อยู่
หากเรียบร้อยและเปิดดำเนินการได้ ตั้งเป้าหมายจะบินใน 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯพุทธคยา 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ กรุงเทพฯกาฐมาณฑุ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และกรุงเทพฯย่างกุ้ง 4 วันต่อสัปดาห์ วันละ 2 เที่ยวบิน ถือเป็นการขยายธุรกิจไปเป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินครั้งแรก และเป็นการทำธุรกิจที่ต่อยอดบริษัททัวร์ที่มีอยู่ได้ด้วย
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ธุรกิจทัวร์ก็เช่นกัน แม้เผชิญวิกฤตคนเที่ยวกันเอง แต่ก็ยังมีช่องทางให้ธุรกิจทัวร์อยู่รอดได้ หากทำตลาดเฉพาะเจาะจงที่ยังไปเองยากอยู่







