posttoday
กนง.เล็งทบทวนจีดีพีปีนี้และปีหน้าใหม่

กนง.เล็งทบทวนจีดีพีปีนี้และปีหน้าใหม่

05 กันยายน 2556

กนง.เตรียมทบทวนจีดีพีปีนี้และปีหน้าใหม่ ลุ้นส่งออกโตไตรมาส 3-4 เตรียมความพร้อมการเงินรับเออีซีอย่างต่อเนื่อง

กนง.เตรียมทบทวนจีดีพีปีนี้และปีหน้าใหม่ ลุ้นส่งออกโตไตรมาส 3-4 เตรียมความพร้อมการเงินรับเออีซีอย่างต่อเนื่อง

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ จะทบทวนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้และปีหน้าใหม่ โดยจะพิจารณาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะช่วยให้การส่งออกขยายตัวได้ 4% ตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

"ช่วงนี้ต้องขอดูตัวเลขเพื่อประกอบการประเมินในช่วงการประชุม กนง. เดือน ต.ค.นี้ก่อน ต้องดูเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าว่าจะโตแตกต่างจากที่คาดไว้หรือไม่ ซึ่งปีนี้คาดไว้ที่ 4.2% และปีหน้าที่ 5% ส่วนตัวเลขส่งออกคงได้รีวิวกันอีกครั้ง เมื่อประเมินอย่างรอบคอบแล้วจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ” นางผ่องเพ็ญกล่าว

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ขณะนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายยังผันผวนต่อเนื่อง เพราะสหรัฐส่งสัญญาณจะเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน (คิวอี) ทำให้เงินทุนของภาคเอกชนที่เดิมเคยไหลมาลงทุนที่ไทยและภูมิภาคอาเซียนเตรียมไหลกลับไปหาผลตอบแทนที่ดีในสหรัฐ เพราะการเลิกคิวอีหมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้น มีโอกาสที่จะลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดี ซึ่งเงินทุนไหลกลับเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค แต่ในช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่าลงน่าจะช่วยให้ผู้ส่งออกมีรายได้สูงขึ้น  ประกอบกับในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เป็นปกติที่การส่งออกจะขยายตัวมากขึ้นตามฤดูกาล

ทั้งนี้  ในภาวะเช่นนี้ธปท.จะพยายามดูแลให้เงินบาทอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจรับได้ หมายถึงกำหนดราคาสินค้าและการทำธุรกรรมการเงินได้ ซึ่งในระยะหลังผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวกับค่าเงินที่ผันผวนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้ขาดดุลรุนแรง ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้สามารถรองรับภาวะเงินทุนผันผวนไหลออกได้ในระดับที่ดี โดย ธปท.จะดูแลให้เงินบาทเป็นไปตามความต้องการซื้อและขาย และพื้นฐานของตลาดให้มากขึ้น

นางผ่องเพ็ญ กล่าวในหัวข้อ ”เส้นทางการเงินสู่เออีซี” ว่า การรวมกลุ่มในภาคการเงินของประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้ภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพราะการรวมกลุ่มช่วยให้เงินออมของภูมิภาคที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของเงินที่ทำมาหาได้ในภูมิภาคไม่ต้องนำออกไปลงทุนในนอกภูมิภาค แต่การเปิดเสรีการเงินระหว่างกันในเออีซีจะเปิดแบบ 360 องศาไม่ได้ ต้องเปิดตามความเหมาะสมและความพร้อมของแต่ละประเทศ ซึ่งตั้งเป้าว่าจะเปิดเสรีในปี 2563 แต่มีการเริ่มทยอยเตรียมการแล้วตั้งแต่ปี 2555

“ในระหว่างนี้ได้มีการเตรียมพร้อมรับการเปิดเสรีการเงิน เช่น กำหนดมาตรการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในเออีซี (QAB) ที่จะวางกรอบให้เสร็จภายในปีนี้หรือปีหน้า ขณะที่ของไทยเรา ธปท. ได้เริ่มเปิดให้นักลงทุนไทยและแบงก์ไปลงทุนยังต่างประเทศได้เสรีขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดให้ผู้ทำธุรกิจแบงก์รายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาทำในไทยได้ โดยภายในเดือนธ.ค.ปีนี้จะเปิดให้รายใหม่เข้ามาได้เพิ่ม 5 ราย มีสาขาได้ 20 แห่ง และมีตู้เอทีเอ็มได้ 20 ตู้ ซึ่งตอนนี้มีต่างชาติที่สนใจเสนอขอใบอนุญาตแล้ว 2 ราย นอกจากนี้ธปท.จะเตรียมระบบการชำระเงินระหว่างกันในกลุ่มเออีซีเพื่อให้ทำการค้าและธุรกรรมระหว่างกันได้ง่าย ปลอดภัยและสะดวกมากขึ้น” นางผ่องเพ็ญกล่าว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน