
บลจ.วรรณชูญี่ปุ่นน่าลงทุน
บลจ.วรรณ มองเศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเด่นอีกนาน 2-3 ปี หนุนหุ้นไปต่อ โอกาสลงทุน พร้อมคงเป้าหุ้นไทย 1,640 จุด
บลจ.วรรณ มองเศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเด่นอีกนาน 2-3 ปี หนุนหุ้นไปต่อ โอกาสลงทุน พร้อมคงเป้าหุ้นไทย 1,640 จุด
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีความผันผวนอยู่มากจากเงินทุนไหลออกไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดี เศรษฐกิจสะท้อนฟื้นตัวโดดเด่น ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 29 ส.ค. 2556 หุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทน 13.3% และญี่ปุ่น 29.5% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นไทยปรับตัวลงกว่า 7.1%
สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว บริษัทมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเติบโตสูงสุดและเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุน หลังจากนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับ 3-3.5% ไปจนถึงปี 2559 อีกทั้งการที่พรรคแอลดีพีของอาเบะครองเสียงข้างมากในสภา จึงเชื่อว่าจะดำเนินมาตรการได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 2-2.5% และกลุ่มยูโรเติบโต 0-1% เท่านั้น
นอกจากนี้ นโยบายกดให้ค่าเงินเยนอ่อนเพื่อกระตุ้นการส่งออก ส่งผลให้ธุรกิจส่งออกได้ประโยชน์จากค่าเยนอ่อน ทั้งกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มยานยนต์และขนส่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเติบโตสูงกว่าบริษัทในสหรัฐและยุโรป โดยคาดว่าเงินเยนจะอ่อนค่าที่ระดับ 110 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 และ 120 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2557
นายวิน กล่าวว่า บริษัทจึงได้เสนอขายกองทุนเปิด วรรณ เจแปน ฟันด์ (ONE-JAPAN) ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เสนอขายครั้งแรกวันที่ 2-11 ก.ย. 2556 โดยได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลวิเคราะห์หลักทรัพย์และคัดเลือกหลักทรัพย์จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ และแอลจีที ซึ่งกองทุนนี้จดทะเบียนเป็นกองทุนรวมผสม เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 10-15 บริษัทที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินเยนอ่อน และกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 90%
“ในระยะสั้นหรือสิ้นปีดัชนีอาจขึ้นไปแตะ 16,000 จุด ขณะที่ปีหน้า 18,000 จุด และปี 2558 อยู่ที่ 22,000 จุด โดยมองว่าในปี 2557-2559 อาจเห็นการปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรบริษัทจดทะเบียนขึ้น ซึ่งเรามองว่าปีหน้าจะเติบโต 33% นอกจากเยนอ่อนแล้วยังได้ผลดีจากมาตรการลดภาษีนิติบุคคล”นายวิน กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าหากค่าเงินเยนอยู่ที่ระดับ 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จะทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นมีกำไรต่อหุ้นขยายตัวกว่า 45.2% ขณะที่มูลค่าหุ้นต่อบัญชีในปัจจุบันของญี่ปุ่นในปีนี้และปีหน้าอยู่ที่ 1.47 และ 1.38 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียที่ 1.79 และ 1.64 เท่า ตามลำดับ
นายวิน กล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงเป้าหมายดัชนีปีนี้ดีที่สุดอยู่ที่ 1,640 จุด และแย่สุดอยู่ที่ 1,250 จุด ซึ่งที่ผ่านมาปรับตัวลงมาค่อนข้างแรง แต่เป็นระดับใกล้เคียงกับตลาดเกิดใหม่ในกลุ่ม TIPs ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยมองแนวโน้มหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐประชุมวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ทำให้ประเด็นการลดคิวอีชัดเจนขึ้นและน่าจะทำให้เงินไหลกลับมาในเอเชีย แต่ตลาดหุ้นไทยอาจจะขึ้นได้จำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนปัญหาซีเรียน่าจะกระทบระยะสั้น ดังนั้นดัชนีต่ำกว่า 1,400 จุด ทยอยสะสมได้
ด้าน บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า กองทุนเปิดอเบอร์ดีน เจแปน ออพพอร์ ทูนิตี้ส์ ฟันด์ ซึ่งลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยมียอดระดมทุนครั้งแรกประมาณ 400 ล้านบาท และบริษัทได้เปิดขายหน่วยลงทุนอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา







