
กรีนซัพพลายเชน ช่องทางรับมือกีดกันการค้า
นับวันการแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงมากขึ้น ยิ่งใกล้เปิดเสรีการค้า กระบวนการกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษีถูกนำมาใช้มากขึ้น
นับวันการแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงมากขึ้น ยิ่งใกล้เปิดเสรีการค้า กระบวนการกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษีถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกระบวนการผลิตที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุโรปและอเมริกาค่อนข้างเข้มงวด ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
โลจิสติกส์โชว์เคส56 กรีนซัพพลายเชน หนุนผู้ประกอบการไทยรับมือกีดกันการค้า
กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม จึงมีนโยบายส่งเสริมและผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หนุนผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตรับมือกีดกันการค้า เน้นเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม พุ่งเป้าอุตฯมันสำปะหลัง มูลค่า 36,000 ล้านบาท รักษายอดส่งออกอันดับ 1 สร้างการขยายตัวต่อเนื่องบุกตลาดโลก ด้านเอกชนขานรับ ดูแลสิ่งแวดล้อมช่วยขายสินค้าต่างประเทศง่ายขึ้น
อาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขั้นตอนการกีดกันทางการค้าประการหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาใช้แทนเรื่องภาษีคือ กระบวนการผลิตที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุโรปหรือสหรัฐกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมไว้ค่อนข้างเข้มงวด ถือเป็นอุปสรรคด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และเชื่อว่าต่อไปจะมีการนำมาใช้มากขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างแน่นอน
ล่าสุด จัดเพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการโลจิสติกส์โชว์เคส 2556 เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเน้นด้าน Green Supply Chain and Logistics เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึงเรื่องนี้และได้กำหนดเป็นนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมและผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ
“ผู้ประกอบการไทยต้องมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และต้องมีการรับรองโดยองค์กรระดับประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ต้องมีการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้รับยอมรับระดับสากล ต้องวิเคราะห์คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต เป็นต้น” อาทิตย์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้คัดเลือกผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศมีแนวโน้มการเติบโตสูง และมีผลต่อการส่งออกของประเทศอย่างชัดเจน ปัจจุบันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศมีมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี เติบโตเฉลี่ย 1418% หลังจากปีที่ผ่านมาได้คัดเลือกอุตสาหกรรมยางพารา และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี
นายเสน่ห์ นิยมไทย อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ มีมูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาทต่อปี มีการเติบโตเฉลี่ย 1418% นอกจากนี้ ยังมีความต้องการใช้มันสำปะหลังเพื่อการผลิตพลังงานและผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ไบโอพลาสติก และกรดแล็กติก ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการในตลาดโลกสูง โดยปัจจุบันประเทศไทยผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลในวงกว้างคือ มีเกษตรกรไทยปลูกมันสำปะหลังกว่า 2.6 ล้านคน มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมอีกกว่า 1 ล้านคน
สำหรับการสร้างความแข็งแกร่งและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และการกระจายสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศคู่ค้า ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศ เป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดพร้อมกับขยายการเติบโตทางการส่งออก ทั้งตลาดในอาเซียน ตลาดยุโรป และตลาดสหรัฐ
“สำนักโลจิสติกส์จะอบรมบุคลากรในสถานประกอบการไม่ต่ำกว่า 100 ราย และให้คำปรึกษาเชิงลึกในการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจะยื่นขอรับรองคาร์บอนฟุตพรินท์แก่สถานประกอบการไม่ต่ำกว่า 10 ราย และจะเป็นอุตสาหกรรมต้นแบบต่อไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคต” นายเสน่ห์ กล่าว
สำหรับโครงการในปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเป้าหมายคืออุตสาหกรรมยางพารา ผลของโครงการมีการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินท์จำนวน 9 ผลิตภัณฑ์ จากสถานประกอบการ 9 ราย ขณะที่ปี 2556 อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่ต้องมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายชัยวัฒน์ โชคถาวร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ตัวแทนฝ่ายเอกชนจากภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์โชว์เคส กล่าวว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการเติบโตประมาณ 20% ต่อเนื่องทุกปี ได้ลงทุนเครื่องจักรใหม่เทคโนโลยีสูง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกลุ่มประเทศผู้ซื้อ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ และจีน ให้ความสำคัญอย่างมาก
ทั้งนี้ บริษัทได้ทำการศึกษาการทำคาร์บอนฟุตพรินท์มาพอสมควร ครั้งนี้ได้ร่วมมือกับสำนักโลจิสติกส์ ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในการเข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ พร้อมกับจะมีหน่วยงานระดับสากลเข้ามาทำการรับรอง เชื่อว่าจะมีผลต่อการแข่งขันในตลาดโลกแน่นอน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประเทศผู้ซื้อให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกจากนี้บริษัทยังได้ผ่านการรับรอง ISO14000 การจัดการโรงงานด้านสิ่งแวดล้อม ยิ่งลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวมได้ ทำให้สามารถขายผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังได้ง่ายขึ้น
“สำนักโลจิสติสก์เข้ามาช่วยเหลือด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมถือว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมาก ทั้งเรื่องงบประมาณ การดำเนินการ และการมีหน่วยงานระดับสากลมารับรอง ในเรื่องคาร์บอนฟุตพรินท์ เพราะการแข่งขันและทำตลาดในระดับโลก เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่กลุ่มประเทศผู้ซื้อให้ความสนใจถ้าไม่ทำโอกาสขายได้ก็ยากขึ้น” ชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมบริษัทยังได้นำน้ำเสียโรงงานมาผลิตไบโอแก๊สใช้ทดแทนน้ำมันเตาในการอบแป้งมันสำปะหลัง และใช้ส่วนที่เหลือมาผลิตไฟฟ้า 3 เมกะวัตต์ ใช้ทดแทนการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกที่ปกติใช้ 8 เมกะวัตต์ต่อเดือน ประหยัดไปประมาณ 40% อีกทั้งได้ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ตั้งโรงงานแห่งใหม่นำกากมันสำปะหลังผลิตพลังงานไฟฟ้าประมาณ 4.2 เมกะวัตต์ ขายคืนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือเป็นการใช้พลังงานทดแทนอย่างคุ้มค่าตามนโยบายของรัฐ







