posttoday
ขอ"มรดก"ก่อนตายธุรกิจหน้าใหม่หันพึ่งครอบครัว

ขอ"มรดก"ก่อนตายธุรกิจหน้าใหม่หันพึ่งครอบครัว

29 สิงหาคม 2556

เป็นที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมอเมริกันนั้นไม่นิยมการ “แบมือขอ” พ่อแม่กันง่ายๆ และฝั่งครอบครัวก็ไม่นิยมการอุ้มชูลูกๆ ที่เติบโตแล้ว

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เป็นที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมอเมริกันนั้นไม่นิยมการ “แบมือขอ” พ่อแม่กันง่ายๆ และฝั่งครอบครัวก็ไม่นิยมการอุ้มชูลูกๆ ที่เติบโตแล้ว การสร้างตัวโดยยืนบนลำแข้งของตัวเองจึงเป็นหนึ่งในค่านิยมสำคัญที่อเมริกันชนและบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วยึดถือมาตลอด

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการแบมือขอจะเป็นสิ่งที่สังคมปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงไปเสียทีเดียว เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มมีการพบว่า ผู้ประกอบการหน้าใหม่ในสหรัฐกำลังหันมาพึ่งพา “เงินมรดก” ของผู้เป็นพ่อแม่กันมากขึ้น

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ผู้ประกอบการอเมริกันจำนวนมากเริ่มหันมาพึ่งพาเงินมรดกของที่บ้านมากขึ้น โดยเจรจาขอรับเงินส่วนแบ่งมาก่อนในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่ง สกอต แฮร์รี เจ้าของธุรกิจส่งอาหารสุขภาพถึงบ้าน “เดลิเวอร์ลีน” ก็ใช้วิธีดังกล่าวเพื่อหาทางออกให้กับธุรกิจในยามที่การเข้าถึงสินเชื่อตึงตัวเช่นกัน

แฮร์รี ในวัย 42 ปี เปิดเผยว่า ไม่สามารถหาเงินทุนได้มากพอขณะกำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเองเมื่อ 2 ปีก่อน จึงตัดสินใจทางเลือกสุดท้ายด้วยการหันหน้าเจรจากับผู้เป็นแม่ เพื่อขอแบ่งเงินมรดกมาใช้ก่อนล่วงหน้า

“ผมจำได้แม่นว่าเป็นการคุยกันที่ยาวนานมากทีเดียว” แฮร์รีกล่าวถึงการตัดสินใจในครั้งนั้น ก่อนที่จะได้เงินทุน 2 แสนเหรียญสหรัฐ (กว่า 6 ล้านบาท) มาดำเนินธุรกิจเดลิเวอร์ลีนในรัฐฟลอริดา ร่วมกับหุ้นส่วนธุรกิจอีกราย

อย่างไรก็ตาม การเจรจาขอมรดกมาเริ่มต้นธุรกิจก่อนในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่นั้น อาจไม่ใช่หนทางที่ดีและง่ายเสมอไป พ่อแม่อาจเป็นกังวลเรื่องระยะเวลาที่มอบมรดกให้ลูกเร็วเกินไป หรือเสี่ยงว่าจะสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้ลูกในเรื่องการยืนบนลำแข้งและการรับผิดชอบชีวิตตัวเอง การเอ่ยปากดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความร้าวฉาน พ่อแม่บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นการหยาบคายอย่างร้ายแรง ขณะที่บางคนอาจพูดไม่ออกหากมีแผนใช้เงินเพื่อการเกษียณหรือทำกิจกรรมอื่นๆ หรืออาจต้องการยกให้การกุศลมากกว่า

ขณะเดียวกัน ลูกๆ ยังเป็นฝ่ายที่ต้องรับแรงกดดันไม่น้อยเช่นกัน เพราะการนำเงินมรดกล่วงหน้าไปลงทุนนั้น หมายความว่า พ่อแม่จะได้เห็นความสำเร็จหรือความ “ล้มเหลว” จากเงินทุนก้อนดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ทว่า หากลูกๆ รู้ดีว่าเงินก้อนดังกล่าวต้องตกมาถึงมืออย่างแน่นอนในสักวัน การลองเจรจาในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐปี 2551 เป็นต้นมา ครอบครัวชาวอเมริกันจำนวนมากต่างก็เริ่มเปลี่ยนทัศนคติกันมากขึ้นว่า ไม่อาจปล่อยให้ลูกหลานสร้างตัวจากศูนย์ได้เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

อาเบะ คริสตัล ได้ตัดสินใจยกเงินมรดกให้หลานชายวัย 35 ปี ทว่าเป็นลักษณะการให้เป็นรายปี ปีละ 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ (เกือบ 4 แสนบาท) เพื่อให้หลานเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในธุรกิจเว็บไซต์การเรียนรู้ออนไลน์ “รุสึกึ ดอต คอม” ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ขณะที่พ่อแม่บางรายตัดสินใจยกเงินให้โดยมีเงื่อนไข “ร่วมลงทุนกับลูก” เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในแผนธุรกิจ และช่วยให้คำแนะนำในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน

ชัค ซอว์เยอร์ วัย 36 ปี เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการดึงพ่อแม่มาร่วมลงทุนในกิจการ “อินสแตนท์ อิมพรินต์” บริษัทจำหน่ายของขวัญและของที่ระลึกในซานดิอาโก ซึ่งกำลังเดินหน้าไปด้วยดีและมีแผนที่จะเปิดแฟรนไชส์ตามมา โดย ชารอน ซอว์เยอร์ ตัดสินใจให้เงินทุนก้อนแรก 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6 ล้านบาท) ก่อนที่จะควักเงินลงทุนเพิ่มอีก 1.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านบาท) ตามมาในภายหลังเมื่อเห็นว่ากิจการของลูกกำลังมีทิศทางไปได้สวย

“ทำไมต้องรอให้ตายก่อน แถมยังไม่มีโอกาสได้ภูมิใจกับความสำเร็จของเขาด้วย” มาร์เซีย มัลเน มารดาของแฮร์ริส แห่งกิจการส่งอาหารสุขภาพถึงบ้านในฟลอริดา กล่าวหลังตัดสินใจยกมรดกเพิ่มให้อีกเท่าตัวจากที่เคยวางแผนไว้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน