
เชื่อมั่น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นประเทศอาเซียนร่วงกันกราวรูด เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มดึงเงินกลับประเทศตัวเองกันแล้ว หลังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ตกหล่มมาหลายปี ซึ่งนอกจากตลาดหุ้นจะแดงเดือดแล้ว สกุลเงินท้องถิ่นของหลายประเทศแถบนี้ก็อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นประเทศอาเซียนร่วงกันกราวรูด เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มดึงเงินกลับประเทศตัวเองกันแล้ว หลังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ตกหล่มมาหลายปี ซึ่งนอกจากตลาดหุ้นจะแดงเดือดแล้ว สกุลเงินท้องถิ่นของหลายประเทศแถบนี้ก็อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อมั่น ที่ว่า เศรษฐกิจฟากฝั่งตะวันตกเริ่มดีขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาบอกว่า จะเริ่มลดขนาดมาตรการกระตุ้น หรือคิวอี แม้จะไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่นอนก็ตาม
หากดูเฉพาะกลุ่มอาเซียน สกุลเงินที่ร่วงหนักที่สุดคงเป็นรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ส.ค. อยู่ที่ระดับ 11,020 รูเปียห์ ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียก็เพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจากระดับ 6.3% มาอยู่ที่ 5.96.0% ในปีนี้
ความผันผวนรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียอยู่เฉยๆ ไม่ได้ และกลายเป็นประเทศแรกที่ออกมาประกาศมาตรการเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและฟื้นกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเมื่อวันศุกร์ (23 ส.ค.) ที่ผ่านมา ได้ออกมาตรการเพื่อลดการนำเข้า พร้อมกับกระตุ้นการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก
รัฐบาลอินโดนีเซียได้แบ่งมาตรการหลักๆ เป็น 3 หมวดตามเป้าหมายที่ต้องการคือ 1.คุมการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และรักษาค่าเงินรูเปียห์ไม่ให้อ่อนลง ได้แก่ กระตุ้นการส่งออกด้วยการลดหย่อนภาษีให้กับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง และมีการส่งออกสินค้าอย่างน้อย 30% ของยอดการผลิต ลดนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์หรูประกอบเสร็จ จาก 75% เป็น 125150% และเพิ่มการส่งออกแร่
2.การรักษาอัตราการเติบโตของภาคส่งออกและกำลังซื้อ พร้อมสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เช่น มีการลดหย่อนเพิ่มเติมสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และปรับระบบการค้าสำหรับเนื้อวัวและพืชสวนจากระบบโควต้ามาใช้กลไกราคา
และ 3.การกระตุ้นการลงทุนมากขึ้น เช่น ทำให้การออกใบอนุญาตลงทุนง่ายขึ้น ปรับลิสต์รายการการลงทุนให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น อีกทั้งจะยกเว้นภาษีและใช้มาตรการภาษีอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบ โกโก้ หวาย บ็อกไซต์ นิกเกิล ทองแดง เหล็ก
นักวิเคราะห์บางคนบอกค่ะว่า มาตรการเหล่านี้หวังผลระยะกลางและระยะยาวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษี และการทำให้ขั้นตอนการขอใบอนุญาตลงทุนสะดวกขึ้น แต่ผลระยะสั้นที่จะมีต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ชัดเจนนัก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน เราก็ได้เห็นแล้วค่ะว่า รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามเดินเกมรุก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งประชาชนในประเทศ
ขณะที่มองกลับมาที่เมืองไทย รัฐบาลยังไม่ได้ขยับทำอะไรจริงจัง พร้อมย้ำเสมอว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของเราดีอยู่ และดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้
แต่หากคนในและคนนอกไม่ “เชื่อมั่น” แถมยัง “หวาดวิตก” ก็อาจทำให้มองข้ามสิ่งดีๆ เห็นแต่สิ่งแย่ๆ มากกว่า ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้







