
เข้าใจตลาดแรงงานอินโดนิเซีย
ต่อเนื่องจากบทความในคราวที่แล้วเรื่องแรงงานในประเทศพม่า ฉบับนี้เรามาขยายความต่ออีกนิดกับเรื่องแรงงาน แต่เป็นแรงงานในประเทศอินโดนีเซีย เพราะในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน นอกจากพม่าแล้ว ประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดที่หลายฝ่ายจับตามอง เนื่องจากศักยภาพจำนวนประชากรกว่า 250 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานอยู่ราว 68%
ต่อเนื่องจากบทความในคราวที่แล้วเรื่องแรงงานในประเทศพม่า ฉบับนี้เรามาขยายความต่ออีกนิดกับเรื่องแรงงาน แต่เป็นแรงงานในประเทศอินโดนีเซีย เพราะในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน นอกจากพม่าแล้ว ประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดที่หลายฝ่ายจับตามอง เนื่องจากศักยภาพจำนวนประชากรกว่า 250 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานอยู่ราว 68%
องค์การสหประชาชาติประเมินว่าประชากรของอินโดนีเซียจะคงสัดส่วนอยู่ที่ราว 40% ของประชากรทั้งหมดของอาเซียนต่อไปในอนาคต โดยมีฐานประชากรวัยเยาว์ขึ้นมาเติมเต็มฐานประชากรวัยแรงงาน ในขณะที่จำนวนประชากรของไทยจะทรงตัวอยู่ที่ราว 65 ล้านคน แต่จะมีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานน้อยลง และเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
ดังนั้น สำหรับบางอุตสาหกรรมการผลิต อาจต้องพิจารณาถึงแผนระยะยาวว่าจะบริหารเรื่องแรงงาน ต้นทุนการผลิต และโครงสร้างทางธุรกิจกันอย่างไร
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องการหาว่าค่าแรงที่ใดถูกที่สุด แล้วย้ายฐานการผลิตตาม แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การพิจารณาองค์ประกอบรวมเพื่อให้เหมาะกับธุรกิจของท่านที่สุด การปรับตัวของทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด ทัศนคติ นโยบาย สินค้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และตลาด เป็นกลยุทธ์ในการวางแผนทางธุรกิจที่ดีกว่าการมองที่ตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ค่าแรงขั้นต่ำที่ประเทศอินโดนีเซียกำหนดโดยกระทรวงแรงงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัดและมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประจำทุกปี ในปี 2556 นี้ค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวงและเมืองที่อยู่ใกล้เคียง เช่น จาการ์ตา บอร์กอ ตังการัง เบอร์กาซี สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 40% จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตของประเทศ
ค่าแรงขั้นต่ำในจาการ์ตาอยู่ที่ 2.2 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 6,600 บาทต่อเดือน เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในไทยที่ 300 บาทต่อวัน หรือประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน (24 วันทำงานต่อเดือน) จะเห็นว่าค่าแรงที่ประเทศอินโดนีเซียจะต่ำกว่าเมืองไทยเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม มีสวัสดิการอื่นที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มให้กับทางลูกจ้าง เช่น ค่าอาหาร ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายให้แก่คนในครอบครัวของลูกจ้าง
รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานมาก และออกระเบียบข้อบังคับเพื่อดูแลประชากรของตน ตัวอย่างเช่น กฎหมายแรงงาน (Act No. 13 Year 2003 : Manpower) ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกจ้างเป็นหลัก และเกี่ยวข้องศาสนาเป็นสำคัญ โดยกำหนดสวัสดิการพิเศษ คือ การจ่ายเงินเดือนเดือนที่ 13 (หรือที่เรียกว่า THR ซึ่งย่อมาจาก Tunjangan Hari Raya) ที่ให้แก่พนักงานล่วงหน้า 7 วันก่อนวันหยุดทางศาสนา โดยเฉพาะชาวมุสลิม ที่บริษัทส่วนใหญ่จะให้เงินก้อนนี้แก่พนักงานในช่วงเดือนที่มีการเฉลิมฉลองหลังจากการถือศีลอด ประมาณเดือน ก.ค.ส.ค.ของทุกปี ส่วนศาสนาอื่นจะมีช่วงเวลาในการจ่ายที่แตกต่างกันไป
แม้จะมีความละเอียดอ่อนในเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า การทำธุรกิจในอินโดนีเซียเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ปัจจุบันมีบริษัทไทยหลายแห่งมาทำธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียแล้ว ทั้งในลักษณะการค้าและการลงทุน บางแห่งดำเนินธุรกิจมาแล้วหลายสิบปีและยังดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี
ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่เพียงแต่พิจารณากฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเท่านั้น แต่ควรทำความเข้าใจวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบการลงทุนและการวางแผนในการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืน







