
สำรวจความเป็นไทยกลางกระแสอาเซียน
คำถามหนึ่งที่มักได้ยินค่อนข้างบ่อย คือ เราจะรักษาความเป็นไทยไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสอาเซียนที่กำลังถาโถมเข้ามา
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
คำถามหนึ่งที่มักได้ยินค่อนข้างบ่อย คือ เราจะรักษาความเป็นไทยไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสอาเซียนที่กำลังถาโถมเข้ามา คำถามดังกล่าวกระตุกต่อมสงสัยตามมาว่า ที่จริงแล้วความเป็น “ไทยแท้” ยังคงมีอยู่ในสังคมหรือไม่
เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาอาเซียนแห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ต่อให้นานเพียงใด ไทยแท้ก็ยังคงเป็นไทยแท้? : ความเป็นไทยในกระแสอาเซียน” เพื่อสะท้อนมุมมองที่หลากหลายต่อความเป็นไทยในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อสู่ประชาคมอาเซียน โดย “กนกรัตน์ เลิศชูสกุล” อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นชวนคิดว่า คนไทยควรทำความเข้าใจกับความเป็นไทยจากแง่มุมที่หลากหลาย เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดความเชื่อแบบยกยอตัวเอง วางตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทั้งที่ความเป็นไทยก็เป็นมรดกจากการสร้างรัฐชาติใหม่หลังตะวันตกแผ่อิทธิพลเข้ามา ซึ่งความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยทำให้เข้าใจเพื่อนบ้านและยอมรับสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งจะทำให้อยู่ร่วมกันได้
เธออธิบายว่า เมื่อก่อนนี้บริเวณที่เรียกว่าสุวรรณภูมิประกอบด้วยอาณาจักรและเมืองใหญ่น้อยอยู่ร่วมกันมากมาย ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบรักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว แต่ผลัดกันมีอิทธิพลเหนือกันและกัน ขณะที่ศูนย์กลางของอาณาจักรมีอำนาจจำกัด ซึ่งอำนาจจะแผ่วเบาลงตามระยะทางที่ไกลออกไป
แนวคิดนี้ตรงข้ามกับความเข้าใจในปัจจุบันที่รัฐมีอำนาจหนึ่งเดียว ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีการเขียนแผนที่ของตะวันตก ทำให้การตีเส้นแบ่งประเทศเป็นมรดกจากยุคอาณานิคม ความเป็นไทยเริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อฝรั่งเศสและอังกฤษพยายามขีดเส้นประเทศให้เกิดความเป็นรัฐชาติในพื้นที่นี้ รัฐไทยก็ปรับรับระบบการสร้างชาติสมัยใหม่ เห็นได้จากการเก็บส่วย การยึดอำนาจจากอาณาจักรและเมืองเล็กๆ มาอยู่ในอาณาเขตของสยาม รวมถึงกลืนให้เป็นส่วนหนึ่งผ่านความเป็นไทย เช่น ภาษา โดยเรียนรู้ประสบการณ์จากตะวันตกที่ใช้วิธีนี้ในการล่าอาณานิคม ทำให้วัฒนธรรมไทยเหนือกว่ารัฐภายใต้อาณานิคมของสยาม
แม้ไทยจะไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของเจ้าอาณานิคม แต่ก็รับแนวคิดนี้มา และเมื่อตะวันตกออกไปแล้ว ไทยก็ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐแบบเก่า ยังคงมีวิธีคิดที่จะเป็นรัฐแบบอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นรัฐชาติแบบใหม่ที่กลุ่มชนชั้นนำพยายามสร้างให้ทุกอย่างเป็นไทย ตั้งแต่อาหารไทย ขนมไทย ชุดไทย ซึ่งความเป็นไทยนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ ไม่ได้เกิดมาดั้งเดิม และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมทั้งอาจหายไปหากไม่สอดคล้องกับสังคม
ดำรง พุฒตาล สื่อมวลชนและอดีตสมาชิกวุฒิสภา บอกว่า ปัจจุบันเราไม่ได้เป็นไทยแท้เหมือนในอดีต ดูจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การแต่งกาย ใส่สูทแม้แต่ในงานแข่งขันกีฬา ขณะที่ลาวใส่ผ้าซิ่นที่มีเสน่ห์ความเป็นลาว หรือภาษาไทย ซึ่งแม้จะมีอักษรของตัวเอง แต่กลับใช้ภาษากันผิดๆ
ด้าน พรรณิการ์ วานิช จากช่องวอยซ์ทีวี มองว่า สังคมไทยยังมีความเป็นชาตินิยมสูง และคนไทยมีความเข้าใจผิดๆ ต่ออาเซียน 5 ประการ ได้แก่ 1.คนไทยคิดว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน ซึ่งอาจเป็นจริงในอดีตที่ไทยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แต่ทุกวันนี้ผู้คนต่างก็นึกถึงสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย คนไทยต้องตื่นได้แล้ว 2.มักคิดว่าเพื่อนบ้านเห็นคนไทยเป็นแบบอย่าง ซึ่งแม้คนลาวและกัมพูชาจะชอบดูทีวีและใช้สินค้าไทย แต่ก็มีความรู้สึกไม่ชอบไทย 3.ยึดติดภาษาไทยเป็นหลัก ทั้งที่มีคนใช้อยู่แค่ 67 ล้านคน ดังนั้นจึงควรรีบเรียนภาษาอังกฤษหรือมลายู จะได้สื่อสารกับคนอื่นได้
4.เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน ไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านต่างๆ แม้ในแง่ภูมิศาสตร์จะเป็นอย่างนั้นได้ แต่การเป็นฮับก็ส่งผลทั้งดีและเสีย เราต้องรู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร และ 5.หลงผิดว่ามหาวิทยาลัยของไทยดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนที่อื่น หรือนิยมเรียนต่อที่สหรัฐ อังกฤษ ทั้งที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียนหลายแห่ง
“ความคิดเหล่านี้ควรจบไปก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และคนไทยควรรู้สึกถึงความเป็นพลเมืองโลก ไม่ใช่แค่พลเมืองอาเซียน หรือพลเมืองไทย เพราะหากรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลก จะทำให้เราสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้” พรรณิการ์ ทิ้งท้าย







