
‘ซิงเกอร์’ดึงลูกค้าช่วยขาย
รับมือเศรษฐกิจชะลอในครึ่งปีหลังDSGTโตดี2หลักผ้าอ้อมเป็นสินค้าจำเป็น
รับมือเศรษฐกิจชะลอในครึ่งปีหลังDSGTโตดี2หลักผ้าอ้อมเป็นสินค้าจำเป็น
ซิงเกอร์งัดกลยุทธ์ดึงลูกค้าช่วยขายสู้เศรษฐกิจแผ่ว ยันไม่เห็นเบี้ยวหนี้ ด้าน DSGT ไม่โดนผ้าอ้อมของจำเป็น
นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย (SINGER) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมกลยุทธ์พร้อมรับมือเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยจะดึงลูกค้าทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 1.8 แสนราย เข้ามาเป็นผู้ช่วยตัวแทนขายสินค้า หรือแนะนำให้ลูกค้าเป็นตัวแทนขายของบริษัท โดยลูกค้าที่เข้ามาเป็นตัวแทนขายจะได้รับสิทธิไม่ต้องผ่อนชำระค่างวด แต่จะได้ผ่อนปรนกี่เดือนขึ้นอยู่กับจำนวนแนะนำลูกค้าที่ทำได้
การนำวิธีการนี้มาใช้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะ 20 วันที่ออกมาตรการนี้มา มีลูกค้าตอบรับประมาณ 50% หรือ 9 หมื่นราย เหนือความคาดหวังที่ตั้งไว้แค่ 10% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด หรือประมาณ 1.8 หมื่นราย ที่มีการแนะนำลูกค้าให้มีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดซื้อในครึ่งปีหลังได้
นายบุญยง กล่าวว่า เริ่มต้นไตรมาส 3 มา 2 เดือนเศษแล้ว พบว่าผลดำเนินงานไม่ดีเท่าไตรมาส 2 แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนถือว่าดีมาก และเชื่อว่าปีนี้ผลงานจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะบริษัทเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจมารุกขายสินค้าเชิงพาณิชย์เป็น 50% จากปีก่อนที่ 40% และสินค้าครัวเรือนปีนี้เหลือ 50% จากปีก่อนที่ 60% และได้เพิ่มเป้ารายได้ปีนี้โต 25% มากกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะโต 15% ขณะที่กำไรสุทธิน่าจะทำสถิติสูงสุดรอบ 10 ปี โดยผ่านมาครึ่งปีทำได้ 196 ล้านบาท เกือบใกล้เคียงกับของปีก่อนทั้งปีที่ทำได้ 226 ล้านบาท
“แม้หน่วยงานสำคัญจะปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลง แต่ยังประเมินยากว่าจะกระทบกับบริษัทอย่างไร เพราะตอนนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งจะต้องรอดูในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูขายว่าจะเป็นอย่างไร และจะเป็นตัวชี้วัดในปีหน้าด้วย” นายบุญยง กล่าว
สำหรับการผิดนัดชำระการผ่อนค่างวดของลูกค้านั้นขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณ ซึ่งหนี้เสียของบริษัทยังคงอยู่ในสัดส่วน 4.3-4.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5% ขณะที่อัตราการเก็บเงินของลูกค้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 93% แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ 95% และสินค้าครัวเรือน 91%
ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราชำระค่างวดในกลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มสินค้าครัวเรือนอยู่ที่ 800 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเจรจาตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศพม่า เพื่อขยายฐานในอาเซียนเพิ่มขึ้นและตั้งเป้ารายได้ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 35% ภายในสิ้นปีนี้จากปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 1% พร้อมมีแผนเปิดสาขาเพิ่มทั่วประเทศอีก 10 สาขา มูลค่าเงินลงทุนรวม 40 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 5 สาขา และปัจจุบันมีทั้งหมด 212 สาขา
ด้านนายคัม ชิง แอมโบร์ส ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (DSGT) กล่าวว่า เชื่อว่าบริษัทจะไม่มีผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะธุรกิจผลิตและจำหน่ายผ้าอ้อมเป็นสินค้าจำเป็น และคาดว่าผลงานครึ่งปีหลังยังมีการเติบโตต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งแรก และผลงานของบริษัทเติบโตกว่าตลาดรวมที่โต 11%
“ผ้าอ้อมเด็กเป็นสินค้าจำเป็น และหากจะมีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เชื่อว่าครอบครัวไทยจะลดในส่วนที่เป็นของพ่อแม่มากกว่าเด็ก”
สำหรับแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติและรายได้จะเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก แม้จะไม่มีการบันทึกกำไรจากรายการพิเศษเช่นปีที่ผ่านมาจากน้ำท่วมกว่า 98 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 640 ล้านบาท เพราะบริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมช่วยกระตุ้นยอดขาย ขณะที่ยอดขายของผลิตภัณฑ์เดิมยังมีการขยายตัวต่อเนื่องทั้งจากเด็กและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และบริษัทยังมีกลยุทธ์ออกสินค้าใหม่ๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง และความกังวลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยังมั่นใจว่ารายได้จะยังเติบโตดี
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนต่อเนื่องระหว่างปี 2555-2556 เพื่อใช้ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าในมาเลเซียและลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่
“ มาตรการที่จะยืดเวลาชำระค่างงวดให้กับลูกค้าจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่บริษัทจะเลือกนำมาใช้”







