
TSTHมีลุ้นหลังรัฐออกมาตรการช่วย
TSTH ลุ้น 4 เดือนหลังของปี ยอดขายรายได้เพิ่ม หลังรัฐออกมาตรการคุ้มครองการทุ่มตลาดจากเหล็ก
TSTH ลุ้น 4 เดือนหลังของปี ยอดขายรายได้เพิ่ม หลังรัฐออกมาตรการคุ้มครองการทุ่มตลาดจากเหล็ก
นายปิยุช กุปต้า กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลดำเนินงานของบริษัทในช่วง 4 เดือนหลังของปี (ก.ย.-ธ.ค. 2556) น่าจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งในส่วนของปริมาณการขาย ปริมาณการผลิต และรายได้ จะเติบโตขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกปี 2557 (เม.ย.-มิ.ย. 2556) ประมาณ 23% ซึ่งช่วงไตรมาสแรกมีปริมาณการขาย 3.06 แสนตัน มีรายได้ 5,909 ล้านบาท ขณะที่กำไรก่อนภาษีก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากที่ขาดทุนอยู่ 105 ล้านบาท
เนื่องจากงบปีของ TSTH เริ่มจากเดือน เม.ย. 2555-มี.ค. 2556 กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการชั่วคราวตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กลวดคาร์บอนสูง ซึ่งนำเข้าอย่างไม่เป็นธรรมจากประเทศจีน
สำหรับมาตรการชั่วคราวที่ประกาศออกมามีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. 2556 ถึงวันที่ 7 ธ.ค. 2556 เช่น เก็บภาษีอัตราชั่วคราวจากผู้ส่งออกรายอื่นจากประเทศจีน ในอัตรา 33.98%
อย่างไรก็ตาม ผลของการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนี้ น่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศดีขึ้น ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทก็จะมีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็ก เหล็กทรงยาวซึ่งประกอบด้วยเหล็กลวด เหล็กเพลา และเฉพาะอย่างยิ่งเหล็กลวดได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหล็กลวดจีนที่เข้ามาทุ่มตลาดด้วยราคาที่ไม่เป็นธรรม
ส่งผลให้ราคาเหล็กในประเทศอยู่ในภาวะที่ผิดปกติไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งผลของการเข้ามาอย่างมากของเหล็กจากจีนทำให้ราคาเหล็กลวดคาร์บอนสูง ซื้อขายที่ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 18 บาท ทั้งที่ความเป็นจริงราคาที่ควรจะเป็นจะต้องอยู่ที่ 2.1-2.2 หมื่นบาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 21-22 บาท ทั้งนี้เชื่อว่าหลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกมาจะทำให้ราคาขยับขึ้นสูงเท่าราคาที่แท้จริงได้
“ยืนยันว่าผลของมาตรการจะไม่ทำให้ราคาเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอย่างที่เป็นข่าวว่าจะขยับ 6,000 บาทต่อตัน แต่จะขึ้นเพียง 2,000-2,500 บาทต่อตันเท่านั้น และจะไม่กระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง เพราะเป็นการกลับไปสู่ราคาปกติที่ควรจะเป็นหากไม่มีเหล็กจีนเข้ามาทุ่มตลาด”
ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการยื่นข้อเสนอให้รัฐดูแลในส่วนของเหล็กคาร์บอนต่ำด้วย หลังจากเหล็กคาร์บอนสูงได้รับการคุ้มครองชั่วคราวแล้ว เพราะทั้งหมดก็เพื่ออุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็กนั้นน่าจะยังไปได้ดี และไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของประเทศที่หดตัวลงมาก เพราะผลของการหดตัวมาจากกลุ่มเกษตร ส่งออก และภาคบริการ ส่วนภาคก่อสร้างไม่ได้รับผลกระทบและคาดว่าความต้องการใช้เหล็กยังคงเติบโต โดยครึ่งปีแรกเติบโต 19%
นอกจากนี้ ก็คาดหวังว่า โครงการลงทุนของภาครัฐ 2.2 ล้านล้านบาท จะส่งผลให้มีความต้องการเหล็กก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านตันต่อปี ในช่วง 6-7 ปีที่มีการก่อสร้าง จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้เหล็กก่อสร้างอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อ TSTH เนื่องจากบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเหล็กเส้นก่อสร้างอยู่ที่ 30-35% และยังคงสามารถมีกำลังผลิตเพิ่มได้ จากในปัจจุบันใช้กำลังผลิตอยู่ที่ 1.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งกำลังผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 1.7 ล้านตันต่อปี
“ธุรกิจเราจะเติบโตได้สูงมาก หากภาครัฐลงทุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในตลาดเหล็กเส้นก่อสร้างเราถือว่าเป็นผู้นำตลาด” นายปิยุช กล่าว







