
ขนเงินออก-บาททรุด
นักลงทุนวิตกตัวเลขเศรษฐกิจแหยงคิวอีวันเดียว30สตางค์/คาดทะลุ31.80แน่
นักลงทุนวิตกตัวเลขเศรษฐกิจแหยงคิวอีวันเดียว30สตางค์/คาดทะลุ31.80แน่
เงินบาททรุดหนักในรอบ 1 ปีเศษ หลังเศรษฐกิจทรุดกว่าที่คาด นักลงทุนขนเงินออกหนัก
นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันที่ 20 ส.ค. ปรับตัวอ่อนค่าลงในระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี เปิดตลาดที่ 31.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นทยอยอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ ถึงระดับ 31.74 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยปิดตลาดที่ 31.62 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงมากสุด 30 สตางค์ ใน 1 วัน
นักค้าเงินประเมินว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจากแรงซื้อเงินสกุลเงินเหรียญสหรัฐและสกุลยูโรของนักลงทุนในต่างประเทศ ที่ตอบรับกระแสการลดปริมาณเงินอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า
ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็วิตกกังวลกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ชะลอลงมากได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น จนทำให้มีแรงขายเงินบาทออกไปอย่างหนัก นักลงทุนจำนวนมากเริ่มขนเงินออก
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าลงตามสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย นำโดยอินโดนีเซียและอินเดียที่มีปัญหาขาดดุลเดินสะพัด ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็ยังชะลอตัว ประกอบกับแผนการลดคิวอีของสหรัฐที่ใกล้เข้ามา ทำให้นักลงทุนเริ่มขนเงินออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
นายธิติ กล่าวว่า หากอารมณ์ของตลาดยังเป็นไปในทิศทางปัจจุบันก็คาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงสู่ระดับ 31.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายใน 1 เดือน
นายกิตติ เจริญกิจชัยชนะ ผู้บริหารกลุ่มงานขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางค่าเงินบาทในขณะนี้ยังอ่อนค่าต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวส่งผลให้มีการเทขายบาทออกมา และซื้อเก็บเงินเหรียญสหรัฐจากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจชะลอคิวอี ทำให้มีการซื้อเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นส่งผลให้เงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในวันที่ 20 ส.ค. อ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินในภูมิภาคและในวันนี้ตลาดคาดว่า เงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 31.50-31.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ชี้แจงว่า การอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทยังไม่มีประเด็นน่ากังวล แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงมา แต่มีความเป็นไปได้ว่าการประกาศข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศออกมาอาจจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทบ้าง
“ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 อาจจะมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าบ้าง แต่ไม่มีประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบที่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ส่วนการที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงเป็นเพราะนักลงทุนห่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้ติดตามใกล้ชิด” นายประสาร กล่าว
นายประสาร ยืนยันว่า ค่าเงินบาทอ่อนรอบนี้ไม่น่ากังวลจะไม่เป็นเช่นเดียวกับกรณีค่าเงินของประเทศอินโดนีเซีย เพราะนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคของไทยยังได้รับความเชื่อมั่น ที่สำคัญดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยก็ไม่ได้ติดลบ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ทั้งปีจะใกล้สมดุล แม้ว่าในครึ่งปีแรกจะขาดดุลอยู่บ้าง แต่ไม่ถึง 1% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายประสาร ยังกล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น นายอำพนไม่จำเป็นต้องลาออกจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ดังนั้น ในการประชุม กนง. ในวันที่ 21 ส.ค.นี้ นายอำพนจะยังเข้าร่วมประชุม กนง.ได้ตามปกติ







