posttoday
ขายตรงอาเซียน 3 แสนล.ยังมีช่องให้ปักธงเพียบ

ขายตรงอาเซียน 3 แสนล.ยังมีช่องให้ปักธงเพียบ

20 สิงหาคม 2556

จากน้ำหนักการลงทุนทั่วโลกที่มุ่งมายังตลาดอัตราการเติบโตสูงอย่างอาเซียน รวมทั้งธุรกิจขายตรง ซึ่งหากใครสามารถเข้าไปเปิดตลาดได้ก่อน ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายไม่ใช่แชร์ลูกโซ่หรือธุรกิจประเภทตีหัวเข้าบ้าน ประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งอินโดนีเซียนั้น เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง

จากน้ำหนักการลงทุนทั่วโลกที่มุ่งมายังตลาดอัตราการเติบโตสูงอย่างอาเซียน รวมทั้งธุรกิจขายตรง ซึ่งหากใครสามารถเข้าไปเปิดตลาดได้ก่อน ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายไม่ใช่แชร์ลูกโซ่หรือธุรกิจประเภทตีหัวเข้าบ้าน ประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งอินโดนีเซียนั้น เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ กล่าวถึงประสบการณ์ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจขายตรงในประเทศเกิดใหม่ ถือเป็นโอกาสที่ท้าทายมาก โดยยกตัวอย่างประเทศลาวที่เพิ่งเข้าไปเปิดตลาด ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ 100% แต่ประชากรในประเทศนั้นมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่รวย กับกลุ่มคนจน แม้แต่กลุ่มที่จบระดับปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 2,0003,000 บาทต่อเดือน การเข้าไปทำตลาดของกิฟฟารีนนั้น เลือกจะจับตลาดระดับบนเป็นหลัก สินค้าที่เข้าไปทำตลาดจึงต้องตั้งราคาสูงกว่าที่ขายอยู่ในเมืองไทย เพราะมีเรื่องของกำแพงภาษี ซึ่งหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 ภาษีจะลดเหลือ 0%

“ตลาดประเทศลาว คนที่มีรายได้สูงก็มี และส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าจากประเทศไทยด้วย เพราะเห็นว่าสินค้าของไทยมีคุณภาพสูง และพฤติกรรมการซื้อส่วนใหญ่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อเลือกหยิบทันที หรืออย่างเช่นในมาเลเซีย ผู้หญิงส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่เคร่งครัดศาสนามาก ถ้าหากจะไปทำธุรกิจในประเทศเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของคนที่นั่นให้ได้” พญ.นลินี กล่าว

หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเริ่มเห็นคนที่จะเข้ามาประกอบอาชีพใหม่ๆ ในไทยเพิ่มขึ้น เช่น อาชีพพยาบาล ขณะที่คนไทยเองก็จะต้องพัฒนาภาษากลาง อย่างภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ในการสื่อสารระดับที่สามารถสื่อสารได้ดีขึ้น รวมไปถึงภาษาท้องถิ่นในแต่ละประเทศ แต่การที่จะเข้าไปทำธุรกิจข้ามชาติได้ก็ต้องมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่รู้จัก ไม่ใช่ไปแบบไม่มีการทำการบ้าน เพราะพื้นฐานคนในแต่ละประเทศแตกต่าง (Way of Life)

ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม กล่าวว่า บริษัทเพิ่ง เปิดตัวบริษัท นู สกิน ประเทศเวียดนามเมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาเตรียมตัวกว่า 2 ปี เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรสูงถึง 92 ล้านคน และครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2550 ปี ถือเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ในวัยทำงานสูงมาก มีประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุค่อนข้างน้อย และเป็นประเทศที่เคยผ่านสงครามมาก่อน ประชากรส่วนใหญ่ต้องเผชิญความยากแค้นและความจนทำให้ทะเยอทะยาน และมองว่าทำอย่างไรจะร่ำรวย

“เวียดนามเป็นประเทศที่โอกาสในการลงทุนมีสูงมาก แต่กฎหมายก็เคร่งครัดมากเช่นกันในการดำเนินธุรกิจขายตรง เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนต้องจดทะเบียนการค้า ต้องขึ้นทะเบียนการขายตรง การทำโบรชัวร์แผ่นพับ แม้แต่ผู้แทนจำหน่ายจะเข้าไปทำเทรนนิง หรือการฝึกอบรมสมาชิก ต้องขอใบอนุญาตจากรัฐบาลทุกครั้ง มิฉะนั้นตำรวจเวียดนามเข้าไปตรวจและจับได้ทุกครั้ง” ภคพรรณ กล่าว

นอกจากนี้ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้ตลาดอาเซียนกลายเป็นตลาดเดียว จากเดิมที่ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านคน สิ่งสำคัญก่อนที่จะบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านนั้นต้องวิเคราะห์ถึงการเมืองในแต่ละประเทศที่ไป กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายขายตรงนั้นจะต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด ต้องหาที่ปรึกษาในประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะทนายความที่มีความเฉพาะทางด้านธุรกิจขายตรง เพื่อให้เปิดธุรกิจในประเทศเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น อย่างในลาว กฎหมายขายตรงนั้นยังไม่มีเลย ขณะที่ในเวียดนามนั้นกฎหมายขายตรงถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น

พร้อมกันนี้ต้องศึกษาว่าคู่แข่งทางตรงและทางอ้อมเป็นบริษัทใดบ้าง และอาจจะต้องศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดบางอย่างที่เขาใช้แล้วประสบความสำเร็จในประเทศนั้นมาใช้ โดยอาจใช้วิธีก๊อบปี้แล้วนำมาปรับใช้อย่างไม่น่าเกลียดนัก ก็สามารถทำได้ เพราะจะได้รู้ว่ายังเดินมาถูกทาง และจะต้องหากลุ่มลูกค้าให้ได้เป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ จะได้จับกลุ่มเป้าหมายให้ถูกต้องชัดเจน รวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายจะต้องศึกษาและเรียนรู้พฤติกรรมคนซื้ออย่างต่อเนื่อง

“หากนักขายหรือตัวแทนจำหน่ายจะไปขยายตลาดขายตรงข้ามชาติ ควรจะเริ่มจากการทำตลาดในประเทศไทยก่อน เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเริ่มมีชาวต่างชาติอย่างพม่า กัมพูชา เข้ามาทำงานในเมืองไทยจำนวนมาก ควรใช้โอกาสดังกล่าว จากนั้นจะเป็นการต่อยอดไปขยายธุรกิจต่อเมื่อเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิด” ภคพรรณ กล่าว

ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซนเคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า บริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในอาเซียนมาหลายปีแล้ว อย่างในอินโดนีเซียนั้นเปิดมานานกว่า 16 ปี ประชากรในปัจจุบันมีมากกว่า 200 ล้านคน ซึ่งการเข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศนั้นสิ่งสำคัญจะต้องมีโลคัลพาร์ตเนอร์ เนื่องจากธุรกิจขายตรงที่นั่นแข่งขันกันค่อนข้างสูง

“เวลานี้เราไปเปิดตลาดในประเทศกลุ่มอาเซียนมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย ซึ่งอินโดฯ ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของเรา สร้างยอดขายต่อปีถึง 1,200 ล้านบาท และขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าไปลงทุนในประเทศใหม่ๆ ที่มีโอกาส อย่างเช่น อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจ และหากในอนาคตการรวมกันทางการเศรษฐกิจมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น อาเซียน 10+3 จะทำให้มีจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เขามารวม จะยิ่งทำให้ตลาดเปิดกว้างมากขึ้น” อิทธิศักดิ์ กล่าว

จากการรวบรวมตัวเลขธุรกิจขายตรงใน 6 ประเทศอาเซียน ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) พบว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือไม่ต่ำกว่า 3.11 แสนล้านบาท และโอกาสในการเติบโตนั้นยังมีอยู่สูงมาก หากใครสามารถปูฐานธุรกิจก่อนจะยิ่งทำให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย