
ป้ายแดงล้นกระทบเศรษฐกิจ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยข้อมูลจำนวนรถยนต์ป้ายแดงมาจดทะเบียนใน 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค. 2556) มีจำนวน 907,862 คัน ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้แจงว่า การผลิตรถยนต์ในปี 2556 คงได้ตัวเลขตามเป้าหมายที่ 2.55 ล้านคัน หากเอาตัวเลขรถยนต์ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมาเฉลี่ยทั้งปี ก็คาดว่าปีนี้คงมีรถป้ายแดงออกมาวิ่งบนท้องถนนไม่น้อยกว่า 1.55 ล้านคัน โดยร้อยละ 43.92 จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยข้อมูลจำนวนรถยนต์ป้ายแดงมาจดทะเบียนใน 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค. 2556) มีจำนวน 907,862 คัน ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้แจงว่า การผลิตรถยนต์ในปี 2556 คงได้ตัวเลขตามเป้าหมายที่ 2.55 ล้านคัน หากเอาตัวเลขรถยนต์ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมาเฉลี่ยทั้งปี ก็คาดว่าปีนี้คงมีรถป้ายแดงออกมาวิ่งบนท้องถนนไม่น้อยกว่า 1.55 ล้านคัน โดยร้อยละ 43.92 จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร
เห็นตัวเลขข้างต้นแล้วจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมทุกวันนี้รถใน กทม.จึงติดกันเป็นแพ เอาเป็นว่าติดกันตั้งแต่อยู่ในซอยจนถึงถนนใหญ่ ทางด่วนในหลายเส้นทางจึงกลายเป็นที่จอดรถลอยฟ้า ยิ่งฝนตกช่วงเช้าเย็นแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงว่าสาหัสแค่ไหน ซึ่งรถที่ติดอย่างผิดปกติในขณะนี้ ไม่ใช่จะมีในเฉพาะ กทม. แต่ก็เป็นปัญหาในเมืองของจังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัด
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า รถยนต์เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต บางคนซื้อรถก่อนซื้อบ้านด้วยซ้ำไป การมีรถยนต์ส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและเป็นเครื่องวัดระดับทางสังคม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยก็กลายเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของโลก มีแรงงานอยู่ในระบบเป็นล้านคน สร้างรายได้ในรูปของภาษีให้กับรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ค่อนข้างมาก
แต่ผลกระทบจากการที่การผลิตรถยนต์เข้าสู่ตลาดในประเทศมีปริมาณมากกว่าการขยายตัวของพื้นที่ถนน โดยเฉพาะในเขต กทม. ส่งผลต่อปัญหาจราจร การสูญเสียเชื้อเพลิงซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขการนำเข้าเกือบ 1 ใน 4 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมด ซึ่งยังไม่พูดถึงปัญหาทางด้านมลพิษและผลข้างเคียงด้านสุขภาพของประชาชน
ทั้งนี้ ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ ในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80.58 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก “นโยบายรถยนต์คันแรก” ซึ่งปิดโครงการเมื่อสิ้นปี 2555 มีจำนวนประชาชนขอใช้สิทธิประมาณ 1,255,942 คัน คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องคืน 91,061 ล้านบาท โดยร้อยละ 59 เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่เหลือก็จะเป็นรถกระบะประเภทต่างๆ ซึ่งนัยว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 0.97 ต่อปี และทำให้ประชาชนทุกระดับมีรถใช้ สามารถซื้อรถได้ อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นดีมานด์หรือความต้องการแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ ไปกดดันให้คนที่ยังไม่พร้อมที่จะมีรถยนต์หรือยังไม่มีความจำเป็นที่จะใช้รถยนต์ กลายเป็นการสร้างหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ก็ไปดาวน์ต่ำๆ ออกรถกันเป็นว่าเล่น
ผมคุยกับลูกน้องบางคน เงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่นบาท พบว่าต้องไปผ่อนรถเดือนละ 8,000-10,000 บาท มีรถแล้วพฤติกรรมก็เปลี่ยนไป ไปไหนก็ต้องขับรถและเที่ยวมากขึ้น กลายเป็นต้องเสียค่าน้ำมันอีกเดือนละไม่น้อยกว่า 3,0004,000 บาท แถมบางคนยังต้องเสียค่าเช่าห้องพัก เงินเดือนที่เหลือไว้กินไว้ใช้จึงมีไม่มาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมตัวเลขการบริโภคภายในประเทศจึงชะลอตัว ขนาดกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการค้าปลีกค้าส่ง ออกมาแจงว่า ตัวเลขการขายห้างสรรพสินค้าลดลงจากปีที่แล้ว ประมาณร้อยละ 35 เหตุเพราะผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนซึ่งขยายตัวสูงขึ้นมากผิดปกติ
ผลข้างเคียงของรถล้นถนนที่เป็นอยู่ขณะนี้ คงเป็นเรื่องของสินเชื่อเช่ารถยนต์ซึ่งเริ่มประสบปัญหาลูกค้าผ่อนชำระไม่ไหว โดยสถาบันสินเชื่อรถยนต์รายใหญ่แจงว่า ตั้งแต่ต้นปีมีตัวเลขการยึดรถเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถมือสอง เป็นสัญญาณทางลบต่อระบบสถาบันการเงินในกลุ่มสินเชื่อประเภทเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นกระทบฐานะการเงินของสถาบันการเงินในภาพรวม
เรื่องปัญหารถยนต์คงไม่จบง่ายๆ เพราะเป็นเพียงการเริ่มต้นของปัญหา คงต้องติดตามกันต่อไป... แต่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข คงเกี่ยวกับปัญหาการจราจร หากจะรอโครงการรถไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์ ก็คงอีกหลายปี ส่วนคนที่ผ่อนไม่ไหวจะช่วยกันอย่างไร ก็คงต้องมีมาตรการออกมา เพราะเรียนผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ด้วยนะครับ







