
ครม.คลอด4มาตรการ ดันเศรษฐกิจโต5.5%
ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน
ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยคาดว่าจะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ เติบโตเพิ่มอีก 1% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตราว 44.5%
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวได้ 4.5% และมีโอกาสสูงจะอยู่ที่ 4%
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน ให้นิติบุคคลนำค่าใช้จ่ายในการสัมมนาในประเทศ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในปีภาษี 2556/2557 2.มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สิน หักค่าเสื่อมได้ 50% ในปีแรก
3.มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี และ 4.มาตรการด้านการส่งออก อาทิ ให้ขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า มาตรการที่ออกมาไม่มีอะไรที่ใหม่ ขาดสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาค และเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ลดหรือเลิกมาตรการประชานิยม โดยเฉพาะมาตรการจำนำข้าว ควรเร่งศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนโครงการในการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทใหม่
คลังปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่
ด้านกระทรวงการคลังออกมารับลูกทันที โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้แค่ 44.5% แต่เมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใหม่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 55.5% ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะทำให้รัฐบาลเก็บรายได้ตามเป้า ฐานะการเงินการคลังของประเทศแข็งแรง และมีเสถียรภาพสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจหดตัว หนี้เสียพุ่ง
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีแรก พบว่า มีการเติบโต 13% โดยไตรมาสแรกสินเชื่อขยายตัว 13.2% และลดลงเหลือ 12.8% ในไตรมาส 2 สะท้อนภาพธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยกู้และติดตามหนี้มากขึ้น และคาดว่าในครึ่งปีหลังสินเชื่อก็จะชะลอตัวลงอีกตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
ทั้งนี้ ภาพรวมของหนี้ที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จนถึงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่า มียอดคงค้างเอ็นพีแอล 2.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 7,900 ล้านบาท สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.2% เอ็นพีแอลภาคธุรกิจยังทรงตัวในระดับ 2.2% ขณะที่เอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคและบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 2.1% ในจำนวนนี้สินเชื่อรถยนต์มีเอ็นพีแอลเร่งตัวมากที่สุดจาก 1.5% ในครั้งก่อนขึ้นเป็น 1.7%
ประชานิยมซุกหนี้ 2.46 ล้านล.
สุดท้ายกับผลศึกษาทางวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เรื่อง “ความเสี่ยงทางการคลังจากการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เอสเอฟไอ)” ที่พบว่า การดำเนินนโยบายกึ่งการคลัง โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 8 แห่ง ปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแยกบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐระหว่างปี 25432556 จำนวน 38 โครงการ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเม็ดเงินกว่า 2.46 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ นโยบายกึ่งการคลังดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีภาระตั้งงบชดเชยในปีงบ 2557 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท และต้องชดเชยในช่วงปี 25582562 อีกราวปีละ 1.61.9 แสนล้านบาท รวมเป็นภาระทางการคลังที่ต้องหาเงินมาชดเชยถึงปี 2562 คิดเป็นเงินกว่า 1.26 ล้านล้านบาทสศค. ระบุว่า สำหรับภาระทาง
การคลังส่วนใหญ่เกิดจากการ
ดำเนินโครงการแทรกแซงราคาผล
ผลิตทางการเกษตรของธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ
เกษตร (ธ.ก.ส.) คิดเป็น 97% ของ
ภาระชดเชยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 3
ฤดูกาล ใช้เงิน 7.49 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2543
2557 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่ม
ทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
6.35 หมื่นล้านบาท และในปีงบ
2557 ไอแบงก์และเอสเอ็มอีแบงก์
ได้เสนอขอเงินเพิ่มทุน 4,500 ล้าน
บาท เนื่องจากมีปัญหาหนี้เสีย
จำนวนมาก
ผลการศึกษาของ สศค. ยังระบุ
ว่า ระบบการกำกับดูแลและกรอบ
การดำเนินงานของเอสเอฟไอใน
ขณะนี้ยังไม่มีการปรับปรุงให้สอด
คล้องกับการเจริญเติบโตในช่วง 5 ปี
ที่ผ่านมา ส่งผลให้การดำเนินงานไม่
มั่นคง ทำให้รัฐต้องเพิ่มทุน และมีการ
ดำเนินงานนอกพันธกิจ โดยเน้นกำไร
ทำให้มีความเสี่ยงทางด้านเครดิตสูง
อาจทำให้ในอนาคตธนาคารรัฐมี
รายได้ลดลงจากการต้องกันสำรอง
เป็นค่าใช้จ่ายในระดับสูง
เศรษฐกิจหดตัว หนี้เสียพุ่ง
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้รายงานสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีแรกพบว่า มีการเติบโต 13% โดยไตรมาสแรกสินเชื่อขยายตัว13.2% และลดลงเหลือ 12.8% ในไตรมาส 2 สะท้อนภาพธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยกู้และติดตามหนี้มากขึ้น และคาดว่าในครึ่งปีหลังสินเชื่อก็จะชะลอตัวลงอีกตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
ทั้งนี้ ภาพรวมของหนี้ที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จนถึงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาพบว่า มียอดคงค้าง
เอ็นพีแอล 2.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 7,900 ล้านบาท สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลต่อ
สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.2% เอ็นพีแอลภาคธุรกิจยังทรงตัวในระดับ 2.2% ขณะที่เอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคและบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 2.1% ในจำนวนนี้สินเชื่อรถยนต์มีเอ็นพีแอลเร่งตัวมากที่สุดจาก 1.5% ในครั้งก่อนขึ้นเป็น 1.7%







