
จีทีเอชสร้างแบรนด์อินเตอร์
ยกหนังแนวสยองขวัญตัวชูโรงหลักีเดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี
ยกหนังแนวสยองขวัญตัวชูโรงหลักีเดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี
“จีทีเอช” ลุยสร้างแบรนด์ในอาเซียน พร้อมรุกตลาดซีแอลเอ็มวี เอาจริงเพื่อนบ้านฉายหนังไม่ซื้อสิทธิ
นายยงยุทธ ทองกองทุน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ (จีทีเอช) เปิดเผยว่า บริษัทจะพยายามสร้างแบรนด์จีทีเอชให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในอาเซียนและต่างประเทศ เพราะปัจจุบันบริษัทได้ส่งภาพยนตร์ออกไปฉายในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
“ล่าสุด บริษัท เซ็นโตซ่า สิงคโปร์ ได้มาจ้างให้ช่วยทำอีเวนต์งานฮัลโลวีนเซ็นโตซ่า สปู๊คตาคูลาร์ 2013 ช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ โดยใช้ผีจากภาพยนตร์สยองขวัญของจีทีเอช 5 เรื่องมาสร้างบรรยากาศความสยองขวัญในงาน เรายังไม่ได้คุยเรื่องโมเดลรายได้ด้วยซ้ำ แต่พอเห็นโอกาสการสร้างแบรนด์จึงตอบตกลงเลย” นายยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ภาพยนตร์สยองขวัญถือเป็นภาพยนตร์ที่สร้างรายได้สูงกว่าภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ในอาเซียน เฉพาะภาพยนตร์สยองขวัญของบริษัทที่ไปฉายในสิงคโปร์ก็มีรายได้เฉลี่ยปีละ 20-30 ล้านบาท มีผู้เข้าชมประมาณ 2 แสนคนต่อ 1 เรื่อง
บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาแผนในการนำภาพยนตร์ประเภทอื่นนอกจากสยองขวัญมาสร้างแบรนด์เพิ่มเติมในระดับนานาชาติ เพราะการสร้างแบรนด์ยังทำให้บริษัทผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ออกจำหน่ายได้ง่ายขึ้นด้วย การร่วมมือกับเซ็นโตซ่าครั้งนี้ก็อาจผลิตเสื้อยืดของงานฮัลโลวีนออกจำหน่าย
นายยงยุทธ กล่าวว่า จีทีเอชแบ่งตลาดภาพยนตร์ในอาเซียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ติดต่อกับผู้จัดจำหน่าย (ดิสทริบิวเตอร์) ท้องถิ่นมานานแล้ว เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ขณะที่อีกกลุ่มคือกลุ่มตลาดใหม่ที่ต้องช่วยดูแลจริงจังมากขึ้น เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
“เดิมประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับเราหลายประเทศมีผู้ลักลอบนำภาพยนตร์ของเราไปฉายโดยการซื้อฟิล์มภาพยนตร์จากสายหนังบริเวณชายแดน แต่ต่อจากนี้เราก็จะเข้มงวดเรื่องดังกล่าวมากขึ้น โดยการจัดการผ่านดิสทริบิวเตอร์ท้องถิ่น” นายยงยุทธ กล่าว
ปัจจุบันสถานการณ์การฉายภาพยนตร์ของจีทีเอชในประเทศเพื่อนบ้านค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ ล่าสุดบริษัทท้องถิ่นของพม่าก็เข้ามาติดต่อซื้อสิทธิฉายภาพยนตร์จากบริษัทโดยตรงแล้ว ทำให้ขณะนี้บริษัทมีดิสทริบิวเตอร์หลักๆ ในอาเซียนถึง 7 ราย
นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าไปช่วยแบ่งปันแนวคิดการทำตลาดของภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่เคยใช้ในไทยด้วย เพื่อช่วยดิสทริบิวเตอร์ในแต่ละประเทศมียอดผู้ชมสูงขึ้น
สำหรับสัดส่วนรายได้ธุรกิจในต่างประเทศของจีทีเอชอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 20% โดยบริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อนาคตยังต้องมองแผนการสร้างภาพยนตร์ร่วมทุนกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย เพราะเริ่มหลีกเลี่ยงได้ยากแล้ว







