
ศรัทธามีค่ามากกว่าทอง
ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2552 การลงทุนในทองคำ ถือว่าให้ผลตอบแทนที่สูงมาก คนที่มีเงินเก็บไม่รู้จะลงทุนในอะไร เนื่องจากผลตอบแทนต่ำหรือไม่ก็มีความผันผวนสูง ก็เอามาซื้อทองคำแท่งเก็งกำไร แต่ในปัจจุบันจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่มีการปรับตัวดีขึ้น ทำให้นักเก็งกำไรส่วนหนึ่งหันไปลงทุนในสินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ความต้องการทองคำลดลง ส่งผลกระทบให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง
ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2552 การลงทุนในทองคำ ถือว่าให้ผลตอบแทนที่สูงมาก คนที่มีเงินเก็บไม่รู้จะลงทุนในอะไร เนื่องจากผลตอบแทนต่ำหรือไม่ก็มีความผันผวนสูง ก็เอามาซื้อทองคำแท่งเก็งกำไร แต่ในปัจจุบันจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่มีการปรับตัวดีขึ้น ทำให้นักเก็งกำไรส่วนหนึ่งหันไปลงทุนในสินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ความต้องการทองคำลดลง ส่งผลกระทบให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง
ดังนั้น หลายคนคงตั้งข้อสงสัยว่าแล้วในภาวะผันผวนแบบนี้ เรามีทางเลือกอื่นอะไรอีกในการลงทุน ถ้าเราลองสังเกตดีๆ ปัจจุบันตามห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด หรือแม้แต่ในอินเทอร์เน็ต มีธุรกิจที่มีการหมุนเวียนสูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บางครั้งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ ธุรกิจนั้นคือธุรกิจพระเครื่อง ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับศรัทธา ศิลปะและงานอดิเรก รวมทั้งยังเป็นการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาวอีกด้วย โดยเงินหมุนเวียนต่อปีในตลาดพระเครื่องมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะพระเครื่องเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าทางจิตใจสูง อีกทั้งยังเป็น Limited Edition มากกว่าสินค้าแบรนด์เนมหลายๆ ประเภท เพราะการผลิตแต่ละครั้งกำหนดจำนวนไว้ชัดเจน และไม่มีการผลิตซ้ำหรือเพิ่มเติมอีก
สำหรับคนไทยเรื่องการมีศรัทธาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ดังที่ปรากฏในอินทรีย์ 5 หรือธรรมะของผู้ประสบความสำเร็จ 5 ประการ ซึ่งได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เพราะถ้าเราไม่มีศรัทธา หรือไม่เชื่อแล้วว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ เราก็จะไม่มีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ไปถึงจุดหมายได้ เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านค้า หรือห้างร้านต่างๆ เราจะพบเห็นวัตถุมงคลหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป พระพิฆเนศ กุมารทอง และนางกวัก เป็นต้น เพราะแต่ละองค์แต่ละลักษณะรูปแบบจะมีพุทธคุณในแต่ละด้านต่างกันออกไป เช่น ด้านเมตตามหานิยม ด้านแคล้วคลาด ด้านคงกระพันชาตรี ด้านปลดหนี้ เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าจะสรุปว่าคุณค่าที่เราได้รับจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทพระเครื่องหรือพระบูชาได้แก่
1.เป็นเครื่องรักษาศรัทธาและยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ให้เราเชื่อว่าเรายังสามารถประสบความสำเร็จ หรือทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะตราบเท่าที่เรายังกราบไหว้บูชาวัตถุมงคลอยู่แสดงว่าเรายังไม่สิ้นหวังที่จะทำในเรื่องที่เราตั้งใจไว้ให้สำเร็จลุล่วง
2.เมื่อกราบไหว้พระ เราจะขอพรและระลึกถึงสิ่งที่เราอยากได้ ซึ่งเป็นการระลึกถึงสิ่งที่เป็นบวก เป้าหมายที่เราต้องการ หรือภาพที่เราอยากให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ การกระทำดังกล่าวจะช่วยให้เรามีกำลังใจ และมี Focus กับเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงช่วยเตือนสติเราเพื่อไม่ให้เราเสียเวลาไปทำอย่างอื่นที่จะทำให้เราไม่ถึงเป้าหมายนั้น ดังเช่นที่ปรากฏในกฎแห่งการดึงดูด หรือ Law of Attraction ซึ่งระบุไว้ว่าเมื่อเราจินตนาการถึงภาพที่เราต้องการให้เกิดชัดเจนและบ่อยครั้งขึ้นเท่าใด เหตุการณ์เหล่านั้นมีโอกาสที่จะเป็นจริงสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นคนที่มีเป้าหมายและคิดถึงบ่อยครั้งจะมีความชัดเจนในการกำหนดความสำเร็จมากกว่า
3.เป็นการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว จะเห็นว่ามูลค่าของพระเครื่องหรือพระบูชารุ่นดังๆ ราคาจะสูงขึ้นหลายเท่าตัวจากราคาเริ่มต้น บางรุ่นตอนออกมูลค่าหลักร้อย แต่ปัจจุบันมูลค่าไปไกลหลายสิบล้านแล้วก็มี นอกจากนั้นปัจจุบันมีธุรกิจรับเช่าพระเกิดขึ้นมากมาย ก็ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องสูงขึ้นในวงการพระเครื่อง
4.เป็นสิริมงคลและภาคภูมิใจแก่ผู้สวมใส่ รวมถึงเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขให้แก่ผู้ครอบครอง เพราะนอกจากจะได้รับชมความงามในเชิงพุทธศิลป์แล้ว ผู้เก็บสะสมยังรู้สึกภูมิใจที่ได้ครอบครองพระรุ่นดัง หรือรุ่นหายาก มีเรื่องให้พูดกับเพื่อนในวงการเดียวกันอย่างน่าสนใจ
5.สามารถเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคตได้ เพราะคุณค่าทางทรัพย์สินจัดว่ามีผลตอบแทนที่อยู่ในระดับแนวหน้าเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทต่างๆ
โดยสรุป การลงทุนในสินทรัพย์พระเครื่องเป็นการลงทุนในศรัทธา และจะเห็นได้ว่านอกจากมูลค่าเพิ่มในการลงทุนแล้ว พระเครื่องยังมีการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงาม และเป็นการช่วยอนุรักษ์ศิลปะ รวมถึงช่วยสนับสนุนการทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้มีความยั่งยืนต่อไป







