
เล็งเปิดสัมปทานปิโตเลียมรอบใหม่ป้องกันผลิตก๊าซสะดุด
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พบว่า จากกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติของไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีก๊าซจากแหล่งผลิตต่างๆ ใช้อยู่ได้ไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น กรมจึงต้องเร่งแก้ปัญหาต่างๆที่จะเป็นสาเหตุให้การผลิตสะดุด ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดกระบวนการให้สัมปทานรอบใหม่ และประเด็นอายุสัมปทานแหล่งก๊าซบงกชและเอราวัณ
ทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ไทยจะมีระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 3,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันต่อเนื่องอีกประมาณ5-10 ปี หากไม่มีการค้นพบปริมาณสำรองปิโตรเลียมในไทยเพิ่ม ส่วนน้ำมันดิบจะรักษาระดับการผลิตได้ 1.5 แสนบาร์เรลต่อวันได้อีก 45 ปี จากนั้นปริมาณการผลิตจะลดลงเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อให้สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติป้อนเข้าสู่ระบบก่อนปริมาณการผลิตจะลดลง เพราะแหล่งผลิตปิโตรเลียมแห่งใหม่จะต้องใช้เวลาสำรวจจนไปถึงการผลิตประมาณ 10 ปี
โดยการเปิดสัมปทานรอบใหม่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายสัมปทานเพิ่มผลประโยชน์ให้รัฐมากขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ กฎหมายสัมปทานของไทยจะต้องให้ผลประโยชน์กับผู้ขอรับสัมปทานให้สมเหตุสมผลกับแหล่งปิโตรเลียมที่มีอยู่ ถ้ารัฐบาลไทยเก็บมากเกินไป ก็จะไม่มีภาคเอกชนสนใจเข้ามาลงทุน
ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบกับแหล่งปิโตรเลียมของประเทศพม่าด้วย เพราะเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูงกว่าไทยมาก เช่น แหล่งยานาดามีกำลังการผลิตเท่ากับแหล่งชงกช 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มีปริมาณสำรองสูงกว่าของไทยถึง 100 เท่ามีแท่นผลิตเพียง 12 หลุม ขณะที่แหล่งบงกชต้องใช้แท่นผลิตสูงถึง 300-400 หลุม
ขณะเดียวกัน ปตท.สผ. ก็ให้ความสนใจเข้าไปร่วมประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลในพม่า ถ้าหากประเทศไทยได้เป็นเจ้าของแหล่งสัมปทาน ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้
“ตอนนี้ไทยนำเข้าแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าแล้ว 740 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และกำลังจะสร้างคลังแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านตัน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตอีก 740 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแอลเอ็นจีก็มีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติถึง 2 เท่า ดังนั้นผลกระทบตกไปสู่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทรงภพ กล่าวอีกว่า กรมกำลังพิจารณาแก้ไขปัญหาแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่อย่างแหล่งบงกชและเอราวัณ ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และมีปัญหาต่ออายุสัมปทานไม่ได้ตามกฎหมาย ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร ในปี 2560 ผู้ประกอบการแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแห่งก็จะหยุดลงทุนสำรวจรักษาระดับการผลิต
ทั้งนี้ คณะกรรมการปิโตรเลียม ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อไม่ให้การผลิตก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก จากปัจจุบันที่ทั้งสองแหล่งมีกำลังการผลิตรวม 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เกินกว่า 50% ของการใช้ทั้งประเทศ ซึ่งคาดว่าปลายปีนี้น่าจะสรุปได้ว่าแนวทางแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร อาทิ การต่อสัมปทาน การเปิดสัมปทานใหม่ หรือการให้รัฐบาลเข้าไปถือหุ้นใหญ่แทนแต่การการจะได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดจำเป็นต้องรู้ให้ชัดเจนว่าทั้ง 2 แหล่ง รู้มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่เท่าไร
สำหรับแนวทางป้องกันเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมนั้น ทรงภพ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ยังไม่เคยเกิดปัญหาน้ำมันรั่วจากแหล่งสัมปทานทั้งบนบกและในทะเล เนื่องจากเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็ก ผลิตได้เพียงหลุมละ 100-200 บาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะแหล่งบนบกที่ดำเนินการแบบระบบปิด อีกทั้งในระบบการขนส่งน้ำมันดิบจากหลุมเจาะไปยังจุดรับซื้อ มีวาล์วป้องกัน 3 ชั้นนอกจากนั้น แหล่งน้ำมันของไทยยังมีแรงดันต่ำจึงไม่เกิดเหตุทะลักออกมาปนเปื้อนบนผิวดิน เว้นแต่เกิดอุบัติจากการขนส่งทางถนน เช่น รถบรรทุกน้ำมันคว่ำ ส่วนกรณีน้ำมันรั่วของพีทีทีจีซีไม่ใช่แหล่งสัมปทาน
ส่วนการผลิตปิโตรเลียมในทะเล ก็เป็นระบบปิดเช่นกัน โดยมีระบบวาล์วอัตโนมัติควบคุมอยู่ปลายท่อน้ำมันทั้งสองด้านจากแท่นผลิตน้ำมันดิบและเรือรับน้ำมัน หากแรงดันภายในท่อเปลี่ยนแปลงหรือมีน้ำมันรั่ววาล์วจะปิดการทำงานทันที และทุกแท่นขุดเจาะจะมีทุ่นกั้น และเตรียมสารขจัดคราบน้ำมันไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน รวมทั้งยังมีการซ้อมแผนรับมือเหตุน้ำมันรั่วอยู่เป็นประจำ







