
แห่ผุดคอนโดขอนแก่นอื้อ
ปีกว่าโผล่47อาคารราคาต่ำล้านขายดี ธปท.สำรวจพบซื้ออยู่เองไม่ปั่นฟองสบู่
ปีกว่าโผล่47อาคารราคาต่ำล้านขายดี ธปท.สำรวจพบซื้ออยู่เองไม่ปั่นฟองสบู่
ชาวขอนแก่นฮิตซื้อคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ธปท.ภาคอีสานไม่หวั่นฟองสบู่อสังหาฯ
นายสมบูรณ์ คูวัฒนสุชาติ เศรษฐกรอาวุโส ส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยผลการศึกษาปัจจัยการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมใน จ.ขอนแก่น ว่า ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวสูงมากโดยในปลายปี 2554 มีโครงการคอนโดมิเนียมเพียง 8 อาคาร แต่สิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้ มีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใน จ.ขอนแก่น 47 อาคาร มีห้องชุดเปิดขายรวม 5,664 ยูนิต ขายได้แล้ว 3,820 ยูนิต หรือ 67.4%
ดังนั้น ธปท.ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม พบว่าผู้จองซื้อราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท สูงถึง 65.1% รองลงมาราคา 11.99 ล้านบาท 26.6%
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงถึง 59.4% แยกเป็นอยู่ถาวร 35.1% และอยู่อาศัยเป็นครั้งคราว 24.3% ส่วนการซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยให้เช่ามีอยู่ 20.7% ซื้อเพื่อเก็งกำไร 18% แยกเป็นขายต่อทำกำไร 12.6% และซื้อเพื่อขายใบจอง 5.4% โดยที่น่าสนใจ คือ ปัจจัยด้านราคาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% รองลงมาปัจจัยด้านทำเลที่เหมาะสม 60% โดยสัดส่วนเงินดาวน์ต่อราคาอาคารชุดอยู่ที่ประมาณ 13% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง
นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี วุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป อาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัทเอกชน กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่มีรายได้ระหว่าง 24 หมื่นบาท และพบว่ากลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ที่มีสัดส่วนถึง 18.3% เป็นกลุ่มที่น่าห่วงว่ามีความเสี่ยงในด้านความสามารถในการขอสินเชื่อและการผ่อนชำระเงินกับสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ โครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2557 ซึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม คือจะสามารถสร้างให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ผู้จองซื้อจะรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ตามสัญญาหรือไม่ รวมทั้งสถาบันการเงินจะสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ซื้อมากน้อยเพียงใด ยังต้องติดตามต่อไป
สำหรับภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ชะลอลงจากไตรมาสแรกตามการใช้จ่ายของประชาชนที่ลดลง เพราะครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาระหนี้ที่เริ่มสูงขึ้น ประกอบกับแรงสนับสนุนในการใช้จ่ายจากนโยบายภาครัฐสิ้นสุดลง ยอดการค้าปลีกและการลงทุนจึงลดลงอย่างมาก







