posttoday

ขนถ่ายน้ำมันทางทะเล

31 กรกฎาคม 2556

เหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล เกิดการรั่วไหลและทำให้คราบน้ำมันราว 5 หมื่นลิตร แผ่กระจายบนผืนน้ำ และแม้จะมีการดำเนินการกำจัดและวางทุ่นป้องกันอย่างเร่งด่วนตามหลักวิชาการ แต่คราบน้ำมันดิบจำนวนมากก็ยังถูกคลื่นลมพัดเข้าสู่ชายฝั่งอ่าวพร้าว ทางด้านตะวันตกของเกาะเสม็ด และเล็ดลอดออกไปถึงชายหาดบ้านเพเล็กน้อย กระทั่งมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นกับธุรกิจท่องเที่ยวเกาะเสม็ดราว 1,000 ล้านบาท

เหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล เกิดการรั่วไหลและทำให้คราบน้ำมันราว 5 หมื่นลิตร แผ่กระจายบนผืนน้ำ และแม้จะมีการดำเนินการกำจัดและวางทุ่นป้องกันอย่างเร่งด่วนตามหลักวิชาการ แต่คราบน้ำมันดิบจำนวนมากก็ยังถูกคลื่นลมพัดเข้าสู่ชายฝั่งอ่าวพร้าว ทางด้านตะวันตกของเกาะเสม็ด และเล็ดลอดออกไปถึงชายหาดบ้านเพเล็กน้อย กระทั่งมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นกับธุรกิจท่องเที่ยวเกาะเสม็ดราว 1,000 ล้านบาท

สำหรับเหตุที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากเรือขนส่งน้ำมันดิบของโรงกลั่นพีทีทีจีซี ซึ่งรับน้ำมันดิบนำเข้าจากโอมาน เพื่อนำมาขนถ่ายส่งเข้าโรงกลั่นที่ระยอง โดยขณะที่เรือขนส่งน้ำมัน หรือที่เรียกว่า Tanker Manifold กำลังถ่ายน้ำมันดิบไปที่ทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล หรือ Mooring Hawsers ได้เกิดเหตุท่ออ่อนชนิดลอยที่ใช้รับส่งน้ำมัน หรือ Floating Hose ซึ่งเป็นท่อโลหะหุ้มด้วยวัสดุพลาสติกเพื่อความยืดหยุ่นเกิดแตกออกมา ทำให้น้ำมันไหลออกมาจำนวนหนึ่งก่อนจะปิดวาล์ว ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการขนถ่ายน้ำมันดิบที่จะนำเข้าไปยังโรงกลั่นจากทุ่นรับน้ำมัน ก็จะส่งผ่านไปตามท่อหรือ Pipeline เพื่อขึ้นฝั่งเข้าโรงกลั่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม จะนับว่าโชคร้ายหรือประมาท หรือเป็นความผิดพลาดของกระบวนการขนถ่ายน้ำมันทางทะเล ยังไม่อาจสรุปได้ทันที แต่ 2 เดือนก่อนเกิดเหตุนี้ พีทีทีจีซีได้ขอเป็นเจ้าภาพซ้อมแผนขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ โดยจำลองเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วที่ทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล และแม้ว่าจะได้ดำเนินการแบบเดียวกับที่ซ้อม แต่ปริมาณน้ำมันถือว่ามาก ประกอบกับคลื่นลมแรงในวันที่เกิด ทำให้การล้อมน้ำมันทำได้ยาก ลมแรงพัดทำให้น้ำมันแผ่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์จึงขยายเกินกว่าที่คาด และพีทีทีจีซีเองยอมรับว่ามีอุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา จึงได้เตรียมจัดทัพโรดแมปร่วมกับบริษัทออฟชอร์รายอื่นๆ เพื่อหาแนวทางร่วมกันลงทุนอุปกรณ์ไว้ใช้เป็นส่วนกลางในการรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

เร็วกลยุทธหลักจึงต้องอาศัยการกระจายและเจือจางน้ำมันลงไปยังมวลน้ำด้วยการประเมินแล้วว่าหากชักช้าน้ำมันจำนวนมากจะถูกพัดพาเข้าไปยังแหล่งรับผลกระทบที่มีความอ่อนไหวสูงคือบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ดซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาล

ข้อสังเกตอีกประการคือปริมาณน้ำมัน 50 ตัน ซึ่งอยู่ในแผนการขจัด tier 2 (มากกว่า 20 ตันแต่ไม่เกิน 1,000 ตัน) คือระดมทรัพยากรที่มีในประเทศมาใช้ขจัดยังไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากความประมาทของเจ้าหน้าที่ไหม หรือเป็นการดำเนินการที่ต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่ ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งหมดต้องรอข้อสรุปจากคณะกรรมการสอบสวนมีข้อสรุปออกมา แต่อย่างไรแล้วพีทีทีจีซีก็ต้องรับผิดชอบทุกความเสียหายที่เกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

อธิบดี ปภ. สั่งเข้ม “เข้าเร็ว เข้าไว” เร่งลด Hotspot ไฟป่าภาคเหนือ