posttoday
เป็ปซี่โค เขย่าโครงสร้างธุรกิจน้ำดำ ปิดฉาก อาณาจักรเสริมสุข 56 ปี

เป็ปซี่โค เขย่าโครงสร้างธุรกิจน้ำดำ ปิดฉาก อาณาจักรเสริมสุข 56 ปี

22 เมษายน 2553

หลังนายฮิว กิลเบิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เป๊ปซี่โค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เป๊ปซี่โค จากสหรัฐอเมริกา เจ้าของน้ำอัดลมยี่ห้อ เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ เปิดแถลงข่าวเพื่อประกาศนโยบายบริษัทแม่ว่า ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อรุกตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยจัดตั้งบริษัท ยื่นข้อเสนอขอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จากบริษัท เสริมสุข ซึ่งมี นายสมชาย บุลสุข ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เสริมสุข ในปัจจุบัน ทายาทโดยตรง นายทรง บุลสุข ผู้ก่อตั้งบริษัท เสริมสุข โรงงานผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มครบวงจร ในฐานะพันธมิตรธุรกิจบริษัท เป๊ปซี่โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยยาวนานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ

ทั้งนี้ บริษัท เป๊ปซี่โค ได้ตั้งบริษัท สตราทีจิค เบฟเวอร์เรจเจส (ประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินการเทนเดอร์ออฟเฟอร์บริษัท เสริมสุข จากผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมด ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย 58% หรือราว 2,0003,000 คน ในราคาหุ้นละ 29 บาท ส่วนที่เหลืออีก 42% เป็นการถือหุ้นของบริษัท เป๊ปซี่โค โดยราคาที่เสนอซื้อในครั้งนี้ 29 บาท สูงกว่าราคาปิดที่ทำการซื้อขายในวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ราว 40% โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดในการซื้อหุ้นประมาณ 4,500 ล้านบาท และต้องยื่นข้อเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดภายใน 7 วัน โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า

สำหรับเหตุผลหลักของการเข้ามาซื้อหุ้นทั้งหมดจากบริษัท เสริมสุข นั้น เพราะบริษัทแม่มองเห็นศักยภาพตลาดน้ำอัดลมในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข่งขันรุนแรง นอกจากนี้ตลาดเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ที่ออกสู่ตลาดในปี 2552 ยังมีมากกว่า 400500 รายการ สอดคล้องกับแผนดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ต้องการ เปิดตลาดเครื่องดื่มใหม่ๆ ในไทย ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มที่มีน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำอัดลม รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนมขบเคี้ยวที่มีอยู่ในเครือเป๊ปซี่จำนวนมาก

ส่วนแผนงานธุรกิจบริษัท สตราทีจิคฯ หลังปรับโครงสร้างใหม่นับจากนี้ จะออกสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต และมองว่าการลงทุนผ่านบริษัทใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมาในครั้งนี้จะมีความคล่องตัวและสามารถเสริมเงินทุนเข้ามาขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับที่บริษัทมีแผนลงทุนใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 5,0007,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในไทยช่วง 35 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีน้ำอัดลมเป็นหลัก ซึ่งเงินที่ใช้ลงทุนในครั้งนี้ส่วนหนึ่งจะมาจากบริษัท เสริมสุข และบริษัทแม่

นายกิลเบิร์ต ระบุว่า การเข้าเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของเสริมสุขในครั้งนี้ ได้มีการหารือกับนายสมชายแล้ว โดยนายสมชายจะนั่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัทต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุ โดยในขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนปรับโครงสร้างองค์กรของเสริมสุขแต่อย่างใด

สำหรับบริษัท สตราทีจิค เบฟเวอร์เรจเจส (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียนรวม 66 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง เป๊ปซี่โค ถือหุ้น 49% และมีผู้ถือหุ้นไทย 2 รายถืออยู่ในสัดส่วน 51% ได้แก่ นายปริญญา กิจจาธนพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม และนายทรงยศ เรืองสกุลราช ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เป๊ปซี่โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใหม่นี้

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการซื้อหุ้นทั้งหมดแล้วเสร็จก็ไม่มีแผนถอนบริษัท เสริมสุข ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใด และขอยืนยันว่าพนักงานของเสริมสุขที่มีอยู่ทั้งหมด 1 หมื่นคนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการซื้อหุ้นในครั้งนี้

ด้านนายปริญญา กล่าวว่า ผู้บริหารจากบริษัทแม่มั่นใจต่อประเทศไทยสูงมาก แม้ว่าสถานการณ์ในไทยจะเกิดเหตุไม่ปกติขึ้นก็ตาม จึงเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนงานที่ได้วางไว้ ประกอบกับไทยถือเป็นตลาดน้ำอัดลมที่ใหญ่สุดอันดับ 3 ของเป๊ปซี่ รองจากประเทศจีนและอินเดีย โดยมีการบริโภคน้ำดื่มแบบกระป๋องเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียด้วย พร้อมยืนยันว่าการเข้ามาลงทุนในครั้งนี้ ไม่ใช่เข้ามาเทกโอเวอร์ แต่เป็นการเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นเท่านั้น และมองว่าบริษัทตัองการใช้เงินลงทุนในอนาคตจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา

ด้านแหล่งข่าวในธุรกิจเครื่องดื่ม เปิดเผยว่า การดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ในตลาดเครื่องดื่มครั้งนี้ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นไปตามกระแส หรือเทรนด์การบริหารธุรกิจของสินค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลก ที่เจ้าของสินค้ามักต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อขยายการดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นแล้วในหลายธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดดลมในนประเทศไทย ที่พบว่าแบรนด์เป๊ปซี่ในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในตลาดน้ำดำ โดยเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศจีน และอินเดียในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจุบันบริษัท เสริมสุข มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็น บริษัท เป๊ปซี่โคลา (ไทย) เทรดดิ้ง ถือหุ้น 24.94% รองลงมาเป็น SEVENUP NEDERLAND, B.V. 16.60% กลุ่มตระกูลโอสถานุเคราะห์ 15% และตระกูลบุลสุขที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เสริมสุข 7% ส่วนนายสมชายถือหุ้น 1.61%

สำหรับบริษัท เสริมสุข อยู่ในตลาดไทยมาเป็นปีที่ 56 ในปีนี้ เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมเป๊ปซี่ในตลาดไทยเพียงรายเดียว มีสินทรัพย์รวมทั้งบริษัทมากกว่า 5,000 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดมากกว่า 1,400 ล้านบาท

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูง จากบริษัท เสริมสุข กล่าวว่า การจัดตั้งบริษัท สตราทีจิค เบฟเวอร์เรจเจส ในครั้งนี้เพื่อเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทเสริมสุข นายสมชาย บุลสุข ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน และขอให้ตลาดหลักทรัพย์ ขึ้นเครื่องหมาย เอสพี เพื่อห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของเสริมสุข (เอสเอสซี) ในวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เพราะพบว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอหลักทรัพย์ทั้งหมดแบบครอบงำกิจการ ส่วนในวันที่ 21 เม.ย.หุ้นเอสเอสพี ได้กลับมาซื้อขายตามปกติแล้ว หลังจากที่ทราบว่ามีบริษัท สตราทีจิค เบฟเวอร์เรจเจส ต้องการซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท

ข่าวล่าสุด

HOUSE OF LITTLEBUNNY : 10 ปี ของแบรนด์ไทยที่แจ้งเกิดในอินโดฯ และอาเซียน

HOUSE OF LITTLEBUNNY : 10 ปี ของแบรนด์ไทยที่แจ้งเกิดในอินโดฯ และอาเซียน