
การเมืองยังไร้ทางออก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
....ชาติชาย พยุหนาวีชัย
จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ขยายเข้าไปสู่ย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ และยังไม่มีหนทางออกที่แน่ชัดว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปในรูปแบบใด ภาวะดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและบรรยากาศความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบไปถึงธุรกิจค้าปลีกและการค้าขายในบริเวณหรือเส้นทางที่มีการเคลื่อนไหวชุมนุมอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ดี เรากลับเห็นตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรก ที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีเกินกว่าที่คาดหมายไว้อย่างมาก โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านการส่งออก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มยูโรโซน ประกอบกับการได้รับอานิสงส์จากการเปิดตลาดการค้าเสรีอย่างครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การขยายการผลิตและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม (ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญอย่างมากในโครงสร้างการผลิตในระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 35 ของจีดีพี จึงช่วยผลักดันการเติบโตของจีดีพีในไตรมาสแรกให้ขยายตัวสูงอย่างมาก)
แม้ว่าผลกระทบของปัญหาการเผชิญหน้าทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อจะมีผลต่อหลายธุรกิจ เนื่องจากมีโอกาสสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจผ่านผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยว การลงทุน การใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงความล่าช้าของการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ดังนั้นตัวแปรทางการเมืองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าภาคการส่งออกยังสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยไม่เกิดกรณีที่ปัญหาทางการเมืองลุกลามจนส่งผลกระทบให้ระบบคมนาคมขนส่งภายในและระหว่างประเทศต้องหยุดชะงักลง ก็คาดว่าแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในต่างประเทศนี้น่าจะยังช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวในระดับที่ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
จากการเติบโตสูงของเครื่องชี้เศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนในช่วง 2 เดือนแรก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2553 น่าจะขยายตัวสูงประมาณร้อยละ 8.09.0 ซึ่งนับเป็นอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบไม่ต่ำกว่า 6 ปี โดยหากตัวเลขอัตราการขยายตัวของจีดีพีสูงเกินร้อยละ 8.4 จะนับเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบกว่า 14 ปี ซึ่งการขยายตัวสูงดังกล่าวนี้จะมีส่วนช่วยดึงกรอบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปีให้สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้แม้ว่าได้มีการประเมินผลกระทบทางการเมืองรวมเข้าไว้แล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จีดีพีทั้งปีจะขยายตัวสูงกว่ากรอบประมาณการเดิม นอกจากนี้ยังประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะมีอัตราการขยายตัวในกรอบประมาณร้อยละ 3.56.0 สูงขึ้นจากคาดการณ์เดิมเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ร้อยละ 3.04.0 โดยผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองอาจจะสร้างความสูญเสียให้แก่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 0.21.5 ของจีดีพี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและความรุนแรงของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวของจีดีพีไทยอาจจะสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานตัวเลขที่สูงในไตรมาสแรก แต่หากมองไปข้างหน้า ความเสี่ยงทางการเมืองจะกดดันให้เศรษฐกิจในไตรมาสถัดๆ ไปชะลอตัวลง และหากปัญหาทางการเมืองยังคงยืดเยื้อและมีความรุนแรง จะยิ่งบั่นทอนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจที่เสมือนว่าเป็นตัวเลขที่ดีในไตรมาสแรกและเฉลี่ยตลอดทั้งปีนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างมั่นคงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องยอมรับว่าการพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงอย่างเดียว ยังสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่หากการเมืองยังคงไร้เสถียรภาพ ก็จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังปีข้างหน้า และจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว
แต่จากนี้ไป สถานการณ์เริ่มงวดขึ้นทุกขณะ ทุกฝ่ายทุกสีเริ่มออกมาบีบรัดสถานการณ์ให้สุกงอมเข้าทุกที ผลได้เสียเริ่มจะมองเห็นผลรางๆ ว่าทุกฝ่ายคงจะเจรจาด้วยสันติวิธีได้ยาก และโอกาสที่ผลจะออกมาด้วยความรุนแรงมีสูง ไม่ว่าจะเป็นม็อบปะทะม็อบ หรือฝ่ายทหารเข้าสลายการชุมนุมของ นปช. หรือสุดท้ายอาจจะรุนแรงถึงขั้นนำไปสู่การทำปฏิวัติรัฐประหาร จะเห็นว่าทุกทางมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ไม่มีใครอยากให้เกิด แล้วเราจะผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ถ้าทุกฝ่ายไม่ถอยหลังคนละก้าวสองก้าว แล้วมานั่งจับเข่าคุยกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดีจึงจะทำให้มีโอกาสจบลงด้วยความสงบได้ ก็ขอให้พวกเราร่วมกันเอาใจช่วยนะครับ m







