
ธุรกิจไทยไร้ความเชื่อมั่น
แกรนท์ ธอร์นตัน รายงานผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติ พบว่า ทัศนคติด้านบวกของผู้บริหารธุรกิจในไทยยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนการเกิดเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 ค่อนข้างมาก
แกรนท์ ธอร์นตัน รายงานผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติ พบว่า ทัศนคติด้านบวกของผู้บริหารธุรกิจในไทยยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนการเกิดเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 ค่อนข้างมาก
แม้ว่าทัศนคติด้านบวกของนักธุรกิจในไตรมาส 2 ของปี 2556 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 22% จาก 14% เมื่อไตรมาสแรก แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของ 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 42% ค่อนข้างมาก โดยภายหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยเป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยของทัศนคติด้านบวกอยู่ที่ 16%
ผลการสำรวจเปรียบเทียบทัศนคติด้านบวกก่อนเหตุการณ์อุทกภัย และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์เพื่อความสำเร็จภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทัศนคติด้านบวกมีความชะลอตัว เนื่องมาจากผลกระทบระยะแรกจากเหตุการณ์อุทกภัย สภาวะเศรษฐกิจที่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกและประเทศคู่ค้า ตลอดจนปัจจัยภายในประเทศที่น่าวิตกกังวล อาทิ ผลกระทบจากนโยบายจำนำข้าว การเพิ่มสูงขึ้นของหนี้ครัวเรือน และความกังวลต่อความโปร่งใสของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย
ทั้งนี้ นักธุรกิจมีความเชื่อมั่นลดลงต่อความสามารถในการขยายธุรกิจ โดยมีนักธุรกิจ 28% ที่คาดว่ารายรับจะเพิ่มสูงขึ้น และ 28% มองว่าผลกำไรจะเพิ่มสูงขึ้นภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เปรียบเทียบกับผลการสำรวจของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 56% และ 52% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อความสามารถในการทำกำไรเมื่อปี 2554 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50% เปรียบเทียบกับ 39% เมื่อ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา
นายเอียน แพสโค กรรมการ บริหาร แกรนท์ ธอร์นตัน ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้บริหารธุรกิจไทยกำลังมุ่งเน้นแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผล เนื่องจากกลุ่มเศรษฐกิจหลักยังมีการขยายตัวที่ต่ำ ซึ่งจีนยังคงมีการชะลอตัว และธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ได้ริเริ่มทดสอบการตอบรับของตลาดในเรื่องของการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจในไทยได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและหนี้ครัวเรือนก็มีการเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าจะสูญเสียรายรับอย่างมากและเกิดความเสียหายที่ไม่อาจ ระบุได้ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในระยะยาว ทั้งยังมีความวิตกกังวลต่อความคุ้มทุนการลงทุนของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และธนาคารแห่งประเทศไทยยังปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของประเทศ (จีพีดี) อีกด้วย
นอกจากนี้ การชะลอตัวเศรษฐกิจในจีน สหรัฐ และยุโรป มีผลกระทบเช่นกัน จากรายงานระบุว่ามีธุรกิจ 4% ที่มีทัศนคติด้านบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งลดลงจาก 19% เมื่อไตรมาสแรก และข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดที่ธุรกิจไทย คือ การแปรปรวนของเศรษฐกิจซึ่งอยู่ที่ 60% โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 43% และทั่วโลกที่ 41%
นายแพสโค กล่าวว่า ที่สำคัญคือต้องใช้ความระมัดระวัง แม้ว่ามีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่อเนื่องตลอดจนอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลงได้ชดเชยปัจจัยลบบางประการ แต่ธุรกิจไทยยังคงมีความกังวลต่อปัจจัยในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก สูงกว่าธุรกิจในประเทศอื่นๆ โดยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะส่งเสริมให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจกลับคืนสู่ระดับก่อนหน้าเหตุการณ์อุทกภัย







