posttoday
เจาะตลาดอินโดนีเซียโอกาสที่(ยัง)ไม่สิ้นสุด

เจาะตลาดอินโดนีเซียโอกาสที่(ยัง)ไม่สิ้นสุด

17 กรกฎาคม 2556

แม้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วอินโดนีเซีย ก็เผชิญกับปัญหาที่สั่งสมมานาน เช่น การอุดหนุนพลังงานที่มีผลต่อฐานะการคลังของประเทศซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ตัดสินใจปฏิรูปเศรษฐกิจรอบด้านเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งมาตรการหลังมีเป้าหมายเพื่อควบคุมรายจ่ายทางการคลัง แต่ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้น

แม้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วอินโดนีเซีย ก็เผชิญกับปัญหาที่สั่งสมมานาน เช่น การอุดหนุนพลังงานที่มีผลต่อฐานะการคลังของประเทศซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ตัดสินใจปฏิรูปเศรษฐกิจรอบด้านเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งมาตรการหลังมีเป้าหมายเพื่อควบคุมรายจ่ายทางการคลัง แต่ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้น เนื่องจากคาดว่ากำลังซื้อของประชาชนและการลงทุนภายในประเทศจะชะลอตัวลงจากอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่จะสร้างเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจ และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในระยะยาวด้วย

นอกจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และนโยบายการเงินและการคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อินโดนีเซียยังมีปัจจัยอื่นที่จูงใจต่างชาติให้เข้าไปลงทุน เช่น โครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการเจาะตลาด มีกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อจำนวนเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับการลงทุนของธุรกิจค้าปลีก ก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน

ขณะเดียวกัน ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน จำนวนมาก มีแร่ธาตุ เช่น ถ่านหิน ทองคำ ทองแดง ดีบุก ที่เป็นตัวดึงดูดต่างชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (เอฟดีไอ) ด้านเหมืองแร่มีสัดส่วนเกือบ 20% ของยอดเอฟดีไอทั้งหมด

นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท ยังเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจของตนเองในอินโดนีเซีย ปัจจุบันมีธุรกิจไทยไปลงทุนแล้วจำนวนพอสมควร เช่น ธุรกิจเหมืองแร่ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม การเกษตร ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากสินค้าไทยเป็นที่นิยมและได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียมาก และมีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม นับถึงวันนี้ การนำสินค้าไทยไปจำหน่าย หรือตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซียเพื่อจำหน่ายในประเทศยังมีน้อย โดยในปี 2555 การลงทุนเอฟดีไอของไทยในอินโดนีเซียมีเพียง 17 โครงการ มูลค่ารวม 68 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยรายอื่นในการใช้คุณค่าของตราสินค้าของไทยในการเจาะตลาดอินโดนีเซีย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะนำว่า การลงทุนในอินโดนีเซีย ผู้ประกอบการควรพิจารณาต้นทุนการผลิตและค่าแรงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และนโยบายการปรับขึ้นแรงงานขั้นต่ำของรัฐบาล

พร้อมกันนี้ อาจพิจารณาถึงการปกป้องความเสี่ยงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ อาทิ การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือความเสี่ยงด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ผู้ร่วมทุนชาวอินโดนีเซียอาจละเมิดหากสินค้าของไทยมีแนวโน้มขายดีในอนาคต

อีกทั้งต้องคำนึงถึงกฎระเบียบทางด้านการลงทุน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากรัฐบาลเห็นว่ามีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้รับผลกระทบด้านลบจากการลงทุนดังกล่าว

นอกจากนี้ ควรศึกษาพฤติกรรมการบริโภคในแต่ละผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการสื่อสารหรือการตลาด รูปแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้การเจาะตลาดอินโดนีเซียเป็นไปอย่างราบรื่น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน