posttoday
กองทุนบัวหลวงมองเศรษฐกิจในภูมิภาคสำคัญของโลก

กองทุนบัวหลวงมองเศรษฐกิจในภูมิภาคสำคัญของโลก

17 กรกฎาคม 2556

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

การส่งสัญญาณลดปริมาณเงินซื้อพันธบัตร (Tapering) ของ FED ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market, EM) จากทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุน (เกิด Risk off Sentiment) ทั้งตลาดค่าเงิน บอนด์ และตลาดหุ้น ซึ่งเคยเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากในช่วงที่สภาพคล่องล้นระบบ

สิ่งที่ต้องจับตามองในอนาคตคือ แผนการเริ่มดูดเงินกลับของ FED และสัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการค้นพบ Shale Gas ที่ทำให้สหรัฐลดการนำเข้าน้ำมันได้ ได้ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับประเทศกลุ่ม EM ที่กู้ยืมเงินในสกุลดอลลาร์หรือที่ขาดดุลการค้าระดับสูงได้ เช่น อินโดนีเซียและอินเดีย เป็นต้น

ยุโรป

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังคงดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่ม โดย ECB กำลังพิจารณาทั้งมาตรการพื้นฐาน เช่น อัตราดอกเบี้ย และมาตรการพิเศษอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่างๆ จะส่งผลให้มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นในตลาดการเงินและอาจเข้ามาลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างไทยได้

อย่างไรก็ดี เสถียรภาพทางการเมืองของกลุ่มประเทศยูโรโซน อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน เนื่องจากนักลงทุนกังวลถึงการสานต่อนโยบายและการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น ใช้นโยบายภาครัฐและนโยบายการเงินของธนาคารกลางมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกล้าที่จะเพิ่มปริมาณเงินในระบบเป็น 2 เท่า ภายใน 2 ปี และรัฐบาลยังตั้งงบใช้จ่ายตรงนี้ไว้อีกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ญี่ปุ่นมี GDP ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อให้เงินเหล่านี้ไม่ถูกเก็บไว้ในระบบธนาคาร รวมถึงต้องการเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับบริษัทญี่ปุ่นในเวทีโลกและเสริมศักยภาพให้กับญี่ปุ่นในด้านต่างๆ เช่น การปฏิรูปตลาดแรงงาน การหาฐานการผลิตใหม่ เป็นต้น

ผลจากนโยบาย Abenomics (นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ที่เน้นในการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนของญี่ปุ่นที่ซบเซามากว่ายี่สิบปี จากการผลักดันและดำเนินการในรัฐบาลที่สองของชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้บริโภค และทำให้มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากญี่ปุ่นกระจายการลงทุนมายังแถบเอเชียสูงขึ้น

สำหรับไทยจะได้ประโยชน์โดยตรงในแง่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของอาเซียน เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นเองยังมีปัญหาด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ไม่เพียงพอ (หลังจากเกิดปัญหาพลังงานนิวเคลียร์) ขณะที่ไทยมีวงจร Supply Chain ที่ครบครันแล้ว

จีน

จีนกำลังปรับตัว จากก่อนหน้าที่รัฐบาลเร่งให้เกิดการลงทุนจนเป็น Over Investment เกิดปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงหันมาเน้น Domestic Demand และการเติบโตแบบยั่งยืน

จากนี้ไปคาดว่าจีนไม่น่าจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รวมถึงไม่มีโครงการเร่งการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการเติบโตของเศรษฐกิจตลอดช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งการชะลอตัวของจีนจะกระทบการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย (สัดส่วน 1012% ของการส่งออก) และยังเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศในกลุ่ม ASEAN (ไทยส่งออกไป ASEAN 9 ในสัดส่วน 2025% ของการส่งออก) อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่จีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมากนั้น เมื่อจีนใช้วัตถุดิบดังกล่าวลดลง ก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้

ในอนาคตความเสี่ยงของจีนยังคงเป็นแนวทางการแก้ปัญหา Shadow Banking ที่ขึ้นอยู่กับทางการจีนว่าจะมีมาตรการที่เข้มข้นมากน้อยเพียงใด และจะควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในวงจำกัดได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่