posttoday
ปรับพอร์ตอย่างไรหากไร้ QE "ความจริง VS ความคาดหวัง"

ปรับพอร์ตอย่างไรหากไร้ QE "ความจริง VS ความคาดหวัง"

16 กรกฎาคม 2556

สถานการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงเสพติดเม็ดเงินจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่ามาตรการ QE การที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศใหญ่ๆ อย่างอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น อยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% ทำให้มีการนำเม็ดเงินต้นทุนต่ำเหล่านี้ไปแสวงหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งการลงทุนในตราสารทุน พันธบัตร รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว FED จึงส่งสัญญาณว่ามาตรการกระตุ้นใกล้จะหมดลง ซึ่งคาดว่าจะหยุดกระตุ้นประมาณกลางปี 2557 จึงทำให้ตลาดเกิดความคาดหวังต่ออนาคตในเชิงลบ และวิตกกังวลอย่างหนัก อาการคล้ายกับนักกีฬาที่ติดสารกระตุ้นได้รู้ตัวว่าจะต้องแข่งกีฬาต่อไปโดยไม่มียากระตุ้นที่ได้รับอยู่เป็นประจำ

สถานการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงเสพติดเม็ดเงินจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่ามาตรการ QE การที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยของประเทศใหญ่ๆ อย่างอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น อยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% ทำให้มีการนำเม็ดเงินต้นทุนต่ำเหล่านี้ไปแสวงหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งการลงทุนในตราสารทุน พันธบัตร รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว FED จึงส่งสัญญาณว่ามาตรการกระตุ้นใกล้จะหมดลง ซึ่งคาดว่าจะหยุดกระตุ้นประมาณกลางปี 2557 จึงทำให้ตลาดเกิดความคาดหวังต่ออนาคตในเชิงลบ และวิตกกังวลอย่างหนัก อาการคล้ายกับนักกีฬาที่ติดสารกระตุ้นได้รู้ตัวว่าจะต้องแข่งกีฬาต่อไปโดยไม่มียากระตุ้นที่ได้รับอยู่เป็นประจำ

Abenomics

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือวันนี้ เวลานี้การอัดฉีดสภาพคล่องยังมีอยู่ต่อไป ทั้งจากสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป โดยเฉพาะทางฝั่งญี่ปุ่นที่รัฐบาลของนายชินโสะ อาเบะ เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการใช้มาตรการ QE ออกมา โดยมีแผนที่จะฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึงประมาณ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งจะทำให้ปริมาณฐานเงินในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปีหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ยาแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว จากวันนี้ไปจนถึง 1-2 เดือนข้างหน้า “ความจริง” คือขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 20%

สภาพคล่องยังมีเต็มระบบ

สิ่งสำคัญคือการปรับตัวลดลงรุนแรงของตลาดในระยะที่ผ่านมาไม่นับเป็นวิกฤตสภาพคล่องอย่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตในกรีซที่ผ่านมา โดยสภาพคล่องในระบบการเงินของโลกถือว่ายังมีล้นระบบอยู่มาก การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาอยู่ในรูปเงินสดที่พร้อมจะกลับไปลงทุนได้ ไม่ได้ถูกดูดกลับไปยังสถาบันการเงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าหากพื้นฐานของเศรษฐกิจยังคงดี กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตได้ดี เม็ดเงินก็จะสามารถกลับมาลงทุนได้อีกครั้ง

พื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง

เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556-2557 มีแนวโน้มเติบโตได้ดี 4-5% เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเติบโตปีละประมาณ 15% ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับการเติบโตของกำไร โดยดัชนีหุ้นมักจะปรับตัวไปกับการคาดการณ์กำไรใน 1 ปีข้างหน้า แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยน่าจะทำ New High ในปีนี้และต่อเนื่องในปีหน้าน่าจะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยสามารถทำ New High ได้เช่นกัน

ไม่ใช่ Party ขาขึ้นทางเดียวอีกแล้ว

ประมาณสองปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงอย่างต่อเนื่องและให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ มาจากหลายปัจจัยบวกที่เข้ามาพร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นของ FED ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปี, Valuation ที่อยู่ในระดับต่ำ, มาตรการรัฐที่มีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องการปรับลดภาษี, รถคันแรก ฯลฯ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นต่างออกไปมาก มาตรการ QE แม้จะมีอยู่ในวันนี้ แต่ก็มีความคาดหวังว่าจะหมดในอีก 1 ปีข้างหน้า, Valuation ก็อยู่ในระดับปานกลางที่ P/E 12-14 เท่า, มาตรการรัฐโดยเฉพาะ Mega Project ต่างๆ ก็ดูจะมีโอกาสขับเคลื่อนได้ช้าลงในช่วงนี้ ทำให้ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยในระยะ 12 ปีข้างหน้าจะกลับมาให้ผลตอบแทนปานกลางคือ 10-15% ต่อปี และมีความผันผวนมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้

nแนะนำลงทุนหุ้น กองอสังหาฯ และตราสารหนี้ระยะกลาง

สำหรับการลงทุนที่แนะนำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556 นี้ ผมยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งน่าจะยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี แม้จะมีความผันผวนที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง โดยการลงทุนอาจเน้นหุ้นปันผลสูง ซึ่งจะมีความผันผวนที่น้อยกว่าตลาดโดยรวม หลักทรัพย์ชนิดที่ 2 คือกองทุนอสังหาฯ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอัตราเงินปันผลที่สูง และมีโครงสร้างรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน โดยหลักทรัพย์กลุ่มนี้น่าจะได้รับความสนใจเนื่องจากภาวะดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ เม็ดเงินที่มีอยู่เต็มระบบย่อมจะไหลไปหากลุ่มหลักทรัพย์ที่มี Yield สูงๆ สุดท้ายคือตราสารหนี้ระยะกลาง ซึ่งเหมาะจะใช้เป็นพอร์ตหลักของนักลงทุน โดยลงทุนได้มากถึง 40-60% ของเงินลงทุนรวมที่มี โดยจากการศึกษาในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมาพบว่านักลงทุนไทยเน้นนำเงินส่วนใหญ่ไปเก็บไว้ในกองทุนตลาดเงิน (Money Market) และกองทุนตราสารหนี้ 3-12 เดือน (Term Fund) ซึ่งมีผลตอบแทนสะสมน้อยกว่าเงินเฟ้อ กล่าวคือไม่สามารถรักษามูลค่าของเงินไว้ได้ ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง 2-3 ปีมีผลตอบแทนสะสมที่ชนะเงินเฟ้ออยู่พอสมควร และเหมาะสมในการลงทุนในภาวะดอกเบี้ยทรงตัว หรือปรับลดลงได้อีกเล็กน้อยในระยะ 1 ปีข้างหน้า

เข้าใจเรื่องหุ้น กองทุน พันธบัตรอย่างง่ายๆ ที่ http://fundmanagertalk.com หรือติดตามทาง facebook : fundmanagertalk และ twitter : @FundTalk

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม