
ทุนสำรองลดฮวบ6หมื่นล้าน
ธปท.แจงเหตุเงินยังไม่หยุดไหลออก เสริมสภาพคล่อง/ลดกดดันบาทอ่อน
ธปท.แจงเหตุเงินยังไม่หยุดไหลออก เสริมสภาพคล่อง/ลดกดดันบาทอ่อน
เงินทุนยังไม่หยุดไหลออก ทำทุนสำรองประเทศลดฮวบ สัปดาห์เดียว 6.2 หมื่นล้านบาท
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 5 ก.ค.ว่า อยู่ที่ระดับ 1.688 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.256 ล้านล้านบาท ลดลง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ประมาณ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ) เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1.708 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5.320 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ (Forward) อยู่ที่ระดับ 2.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 2.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ ซึ่งรวมทุนสำรองฯ ในปัจจุบัน และ Forward แล้วอยู่ที่ระดับ 1.927 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับสาเหตุที่คาดว่าทำให้ทุนสำรองฯ ลดลง มาจากการที่ ธปท.จำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน เพราะก่อนนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกเร็ว จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยกเลิกมาตรการทางการเงินในเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้ ธปท.ต้องขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาเสริมสภาพคล่อง มีผลช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่ารวดเร็วเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการส่งออก
รวมทั้งนำเงินเหรียญสหรัฐในทุนสำรองออกมาขายเพื่อลดภาระการถือครองเงินเหรียญสหรัฐที่ธปท.ถือไว้ก่อนหน้านี้จำนวนมากด้วย
ขณะที่ฐานเงินหรือเงินสดหมุนเวียนในมือภาคเอกชนและเงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท. ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.383 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1.387 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดีปริมาณเงินสดหมุนเวียนในระบบยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการใช้จ่ายเงินสดในประเทศ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่มีผลต่อการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายของไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้มีความเห็นชัดเจนแล้วว่าพร้อมจะยืดหยุ่นนโยบายให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินโดนีเซีย เป็นเพราะรัฐบาลมีแผนลดการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้น
“เขามีเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดทำให้เงินไหลออก ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ในบ้านเขา แต่ของเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น สถานการณ์ของเราแตกต่างจากเขา อาจมีบ้างในเรื่องการอุดหนุนราคาพลังงาน แต่ก็ไม่ได้มากนัก”
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศอินโดนีเซียนั้น เป็นเพราะรัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนลดการอุดหนุนราคาพลังงานลง ทำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ที่ผ่านมาอินโดนีเซียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก ทำให้เงินทุนไหลออก ธนาคารกลางอินโดนีเซียคงเป็นห่วงในเรื่องนี้จึงได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือว่าแตกต่างจากไทย เพราะไทยแม้จะมีการอุดหนุนราคาพลังงานอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจเองก็แตกต่างกัน ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะเป็นอย่างไรนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เพิ่งจะแถลงไปเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ธนารคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เป็น 6.50% ขณะที่ธนาคารกลางบราซิลปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เป็น 8.50%
"เขามีเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดทำให้เงินไหลออก ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ในบ้านเขา แต่ของเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ซึ่งสถานการณ์ของเราค่อนข้างแตกต่างจากเขา อาจมีบ้างในเรื่องการอุดหนุนราคาพลังงาน แต่ก็ไม่ได้มากนัก"
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว







