posttoday
"พร้อมเปลี่ยนแปลง" คาถาฝ่าวิกฤตสไตน์ “คุกแอนด์โก”

"พร้อมเปลี่ยนแปลง" คาถาฝ่าวิกฤตสไตน์ “คุกแอนด์โก”

09 กรกฎาคม 2556

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

โดย...ลภัสรดา ภูศรี

“ผมเดินเข้าไปขอเงินกู้จากธนาคารเพื่อมาเปิดร้านสอนทำอาหาร และได้รับเงินกู้ทันทีถึง 1.7 แสนยูโร (ราว 6.8 ล้านบาท) แม้ผมไม่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจก็ตาม”

เชื่อได้ว่า ไม่ว่าใครเมื่อได้ยินคำบอกเล่าข้างต้นของ ฌอง คริสโตฟ เมนซ์ หนุ่มฝรั่งเศส ซึ่งในตอนนั้นมีอายุเพียง 26 ปี เล่าย้อนอดีตถึงที่มาของเงินทุนก้อนแรกในการเปิดธุรกิจสอนทำอาหารที่มีชื่อ “คุกแอนด์โก” (Cook&Go) ในเมืองลียงของฝรั่งเศส คงต้องรู้สึกอิจฉาไปตามๆ กัน เพราะสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่แล้ว เงินลงทุนเปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

แต่ใช่ว่าเส้นทางการทำธุรกิจของเมนซ์จะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะหลังจากเงินทุนก้อนนั้นเมื่อปี 2006 เมนซ์ก็ต้องเผชิญกับปัญหาระดมทุนอย่างหนัก อันเป็นผลพวงมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เมื่อปี 2008

“ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ธนาคารต่างคิดหนักก่อนปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูง” เมนซ์ กล่าวยอมรับ

เพราะถึงแม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อธุรกิจในเชิงของความต้องการตลาด ภายหลังประชาชนเริ่มหันมาเรียนรู้การทำอาหารมารับประทานเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารจากร้านหรือรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจก็ทำให้การระดมทุนเพื่อขยายร้านเป็นไปอย่างยากลำบากขึ้นเช่นกัน

แต่นั่นไม่ได้ทำให้นักธุรกิจหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจในการขยายร้านเพื่อตอบสนองความต้องการตลาดที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเขาหันไปใช้กลยุทธ์การระดมทุนวิธีอื่น ซึ่งก็คือ การระดมทุนจากนักลงทุนอิสระ (แองเจล อินเวสเตอร์)

ไม่น่าเชื่อว่า การตัดสินใจปรับเปลี่ยนเส้นทางการระดมทุนตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยไม่ยึดติดในการตระเวนยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารแต่เพียงอย่างเดียวนั้น เปิดทางให้เมนซ์สามารถระดมทุนได้ถึง 3.5 แสนยูโร (ราว 14 ล้านบาท) เมื่อปี 2009 เพื่อเปิดร้าน 2 แห่งในกรุงปารีส และในปี 2010 ระดมทุนได้อีกราว 8 แสนยูโร (ราว 32 ล้านบาท) และอีก 8 แสนยูโร (ราว 32 ล้านบาท) ในปี 2011 ซึ่งเขาใช้เป็นทุนเปิดร้านในกรุงนิวยอร์กของสหรัฐ

“บรรดานักลงทุนอิสระกลุ่มนี้จะยอมควักกระเป๋าต่อเมื่อพวกเขามั่นใจและเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจที่พวกเขาจะลงทุน แม้ว่าเศรษฐกิจในขณะนั้นอาจไม่อำนวยมากเท่าไรก็ตาม” เมนซ์ ระบุ

จากวันนั้นถึงวันนี้ คุกแอนด์โก สามารถผงาดขึ้นมาจากร้านสอนทำอาหารเล็กๆ ในเมืองลียงมาเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารที่มีสาขาทั้งในฝรั่งเศสและสหรัฐรวม 13 สาขา โดยยังสามารถคง “จุดต่าง” ที่เป็น “จุดขาย” สำคัญไว้ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็คือการเน้นสอนทำเมนูอาหารสำหรับรับประทานกันเองในครอบครัวสไตล์โฮมเมด มากกว่าการสอนเทคนิคทำอาหารชั้นสูงดังเชฟมือโปร

กระนั้นก็ตาม เมนซ์ออกโรงเตือนบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กไว้ล่วงหน้าว่า แม้ว่าการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น จะหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้น ทว่าในขณะเดียวกันก็หมายถึงภาระต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสามารถเดินหน้าขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ดังเช่นกรณีของคุกแอนด์โก เพราะทันทีที่บริษัทขยายตัวขึ้นจนมีพนักงานเกินกว่า 50 คน ส่งผลให้บริษัทหมดสิทธิในการรับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากรัฐบาล เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่ของภาครัฐจะอุดหนุนทั้งด้านการเงินและมาตรการภาษีต่างๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กตั้งตัวได้เท่านั้น

“ยิ่งบริษัทคุณโตมากเท่าไร คุณต้องเผชิญกับภาระที่เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษีหรือค่าแรง เพราะคุณจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษที่เคยได้ก่อนหน้านี้ ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องทำคือ ‘ปรับตัว’ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด” เมนซ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิด

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน