
โอกาสกำลังจะมา เมื่อ "เอเชีย" มั่งคั่งสูง
ครั้งนี้ขอพักเรื่องแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราว มาเกาะติดประเด็นเด่นและเป็นที่สนใจของหลายท่านๆ กันบ้าง ซึ่งว่าด้วยความมั่งคั่งและทิศทางเศรษฐกิจ โดยเมื่อช่วงก่อนวันหยุดที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานข่าว “50 เศรษฐีไทย ครองสินทรัพย์ 25% ของจีดีพี” (ใครพลาดข่าวนี้ กลับไปอ่านโพสต์ทูเดย์ หน้า 1 ฉบับวันที่ 4 ก.ค. ได้นะครับ)
ครั้งนี้ขอพักเรื่องแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราว มาเกาะติดประเด็นเด่นและเป็นที่สนใจของหลายท่านๆ กันบ้าง ซึ่งว่าด้วยความมั่งคั่งและทิศทางเศรษฐกิจ โดยเมื่อช่วงก่อนวันหยุดที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานข่าว “50 เศรษฐีไทย ครองสินทรัพย์ 25% ของจีดีพี” (ใครพลาดข่าวนี้ กลับไปอ่านโพสต์ทูเดย์ หน้า 1 ฉบับวันที่ 4 ก.ค. ได้นะครับ)
แวบแรกที่อ่านข่าวก็ชวนให้คิดว่าท่านเหล่านั้นมีวิธีบริหารความมั่งคั่งอย่างไร เพราะแน่นอนครับจากรายชื่อที่เห็นอยู่ก็เป็นชื่อเดิมที่เราคุ้นกัน มิหนำซ้ำบางท่านยังมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากข่าวระบุว่านิตยสาร FORBES ซึ่งเป็นนิตยสารเศรษฐกิจชื่อดังของโลก ได้เปิดเผยรายชื่อ 50 อันดับมหาเศรษฐีประเทศไทย โดยระบุว่า ทั้ง 50 คน มีมูลค่าความร่ำรวยรวมสูงถึงกว่า 2.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 4 หรือ 25% ของจีดีพีประเทศ
3 อันดับแรกคือ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตามมาด้วยตระกูลจิราธิวัฒน์ เครือเซ็นทรัล และอันดับ 3 คือคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งไทยเบฟเวอเรจ นอกจากนี้ มหาเศรษฐีไทย 44 ราย จาก 50 ราย ยังมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากตลาดหุ้นไทยที่เติบโตขึ้น 14% นับจากวันที่ 20 ส.ค. 2555 ที่เป็นวันสุดท้ายที่มีการจัดอันดับก่อนหน้า
จากความมั่งคั่งของเศรษฐีไทย เรามาสำรวจกันต่อในระดับโลกกันบ้าง World Wealth Report 2013 ที่จัดทำโดย เคปจ์มินิและอาร์บีซี เวลธ์ แมเนจเมนท์ ระบุว่า ผู้มีความมั่งคั่งสูงหรือคนรวยในโลก ณ สิ้นปี 2555 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 11.97 ล้านคน (นิยามผู้มีความมั่งคั่งสูง คือ ผู้มีความมั่งคั่งสุทธิตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป หรือคิดเป็นเงินไทยราว 31 ล้านบาทขึ้นไป)
โดยที่ทวีปอเมริกาเหนือยังคงเป็นทวีปที่มีจำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูงมากที่สุด คือ 3.73 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวม 12.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยเอเชียแปซิฟิก มีผู้มีความมั่งคั่งสูง 3.68 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวมกัน 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยยุโรป มีผู้มีความมั่งคั่งสูง 3.41 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวม 11.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะมาจากซีกไหนของโลก หากประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาก็คือจะมีเศรษฐีใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันเศรษฐีเกิดใหม่ในเอเชียมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ขั้วอำนาจกำลังจะเปลี่ยนไป โดยเอเชียเราจะมีบทบาทมากขึ้นในระยะยาว หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ แต่ต้องระวังอย่างหนึ่งครับ คนเอเชียเราค่อนข้าง Sensitive มีความอ่อนไหวต่อข่าวลือต่างๆ ง่าย
สำหรับบ้านเราตั้งแต่ต้นปี พบว่าเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะตลาดเงินถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และขณะนี้ได้ก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ซึ่งยังคงต้องคาดการณ์กันต่อไปว่าอีก 6 เดือนที่เหลือ เศรษฐกิจไทยเราจะเป็นอย่างไร
ล่าสุด หลายสำนักได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังใหม่ ซึ่งหน่วยงานรัฐได้ประกาศปรับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลง โดยส่วนตัวมองว่าไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นหรือกระทบต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค เพราะเป็นการสะท้อนภาวะที่แท้จริง
เริ่มต้นจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับลดเป้าจีดีพีของปีนี้ลง 0.3% เหลือ 4.2-5.2% โดยตัวเลขน่าจะอยู่ที่กรอบล่างของเป้าหมาย ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังก็ปรับลดเป้าจีดีพีลงจาก 5.3% เป็น 4.5% เช่นกัน แต่อีกมุมหนึ่งหากมองในระยะยาวไทยเรายังคงมีศักยภาพในการเจริญเติบโต อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หากสามารถทำได้ตามแผนงาน จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของประเทศได้
แน่นอนครับ เมื่อภาครัฐเองได้มีการทบทวนเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจ ภาคเอกชนก็ต่างพากันทบทวนแผนธุรกิจและเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ผมมองว่าพวกเราเองที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อมเช่นกัน เนื่องจากเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์โลกที่มีความซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้น
ผนวกกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ซึ่งมาจากการเชื่อมโยงในทุกมิติและต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจโลกอย่างแยกไม่ได้ และไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะเป็นเช่นไร การแสวงหาโอกาสเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจไทยและคนไทยควรได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้







