
“อัพทาวน์ ชีพสเกต” ความสำเร็จอยู่ที่การวางแผน
เพราะเห็นว่าเหล่าหนุ่มสาวที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่ต่างต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมระดับหรูดีไซน์สวย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เพราะเห็นว่าเหล่าหนุ่มสาวที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่ต่างต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมระดับหรูดีไซน์สวย แต่ด้วยฐานะทางการเงินที่ไม่เอื้อทำให้ได้แต่มองและตัดใจ งานนี้ เชลซี สโลน จึงตัดสินใจนำความรู้ด้านธุรกิจที่เล่าเรียนมาร่วมมือกับ สกอต สโลน พี่ชาย เปิดร้านรับซื้อขายสินค้าแฟชั่นแบรนด์หรูมือสองของแท้เพื่อตอบโจทย์ข้างต้น
และกลายเป็นที่มาของแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าแฟชั่นมือสองยอดนิยม “อัพทาวน์ ชีพสเกต” ที่มีพร้อมทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และอื่นๆ อีกมากมาย ในราคาสบายกระเป๋าที่วัยหนุ่มสาวสามารถควักเงินจ่ายได้
เชลซี สโลน ในวัย 28 ปี ผู้ริเริ่มแนวคิดและลงมือทำจนสามารถตั้งร้านแห่งแรกในปี 2552 ที่เมืองซอลต์เลค ซิตี้ กล่าวว่า แนวคิดง่ายๆ ของร้านก็คือ ให้ลูกค้านำสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมมาที่ร้านอัพทาวน์ ชีพสเกต เพื่อให้พนักงานประเมินราคา ซึ่งหากว่าสินค้าดังกล่าวมีแนวโน้มจะขายได้ พนักงานก็จะเสนอจำนวนเงินให้
“ธุรกิจขายของมือสองมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในสหรัฐ ขณะที่เราต้องการทำให้การมาใช้บริการซื้อขายสินค้าที่ใช้แล้วเป็นความรู้สึกที่ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นเพราะประหยัดอีกต่อไป” สโลน กล่าว
อย่างไรก็ตาม การลงมือสร้างกิจการไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เนื่องจาก 12 เดือนก่อนการตั้งร้าน 6 เดือนแรกของสโลนหมดไปกับการศึกษาหาข้อมูล สำรวจตลาดจนพบข้อดีข้อด้อยของร้านขายของในลักษณะเดียวกันที่มีอยู่ ขณะที่อีก 6 เดือนถัดมาหมดไปกับการวางแผน รวมถึงการบริหารเวลาให้สมดุลเพื่อไม่ให้สโลนต้องเสียการเรียน
“ฉันต้องยอมโดดเรียนบางคาบเพื่อทุ่มเวลาให้กับธุรกิจ ถึงจะต้องใช้เวลาเรียนนานกว่าคนอื่น แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะการเป็นเจ้าของคือสิ่งที่เตือนให้รู้ตัวตลอดว่าความอยู่รอดของบริษัทขึ้นอยู่กับเรา” เชลซี สโลน กล่าวพร้อมยอมรับว่า 2 เดือนแรกที่เปิดร้าน สโลนและพี่ชายมีแต่รายจ่ายเป็นหลักเพราะต้องซื้อสินค้าเข้าร้านก่อน
และเป็นสิ่งที่สโลนได้เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจซื้อขายของมือสองจะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด ขณะเดียวกันต้องตาถึงและพร้อมยอมรับความเสี่ยงจากปัญหา “ของปลอม”
อย่างไรก็ตาม ด้วยการวางแผนอย่างดีและทุ่มเททำอย่างจริงจัง ทำให้ผลประกอบการของอัพทาวน์ ชีพสเกต เข้าตาคณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการ โดยยกให้ เชลซี สโลน เป็นเจ้าของธุรกิจระดับนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2555 จากผู้เข้าชิง 1,700 คนใน 20 ประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ ความแตกต่างของ อัพทาวน์ ชีพสเกต จากร้านรับซื้อขายสินค้าทั่วไปก็คือ การตั้งกฎรับซื้อตามกระแสความนิยมของแฟชั่นในขณะนั้นเป็นหลัก เพื่อให้ลูกค้าที่จะซื้อสินค้าสามารถตามเทรนด์แฟชั่นได้โดยไม่เดือดร้อนตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกแนวทางเพื่อการขยายกิจการก็ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน โดยแทนที่จะขยับขยายสาขาเอง สโลนกลับเลือกวิธีแฟรนไชส์เก็บเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ โดยเห็นว่าเป็นการขยายตัว ในขณะที่เจ้าของสามารถจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเสริมว่าแม้ค่าตอบแทนจากการขายลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ซึ่งอยู่ที่ 5% จะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเปิดร้านด้วยตนเองที่ 20% แต่วิธีการนี้ช่วยให้ “อัพทาวน์ ชีพสเกต” ขยายตัวได้รวดเร็วกว่าวิธีการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านเอง หรือหาหุ้นส่วนร่วมลงทุน
หลักฐานยืนยันก็คือ เพียงแค่ 4 ปีที่เริ่มต้นธุรกิจ ปัจจุบันอัพทาวน์ ชีพสเกต มีร้านถึง 30 แห่งทั่วสหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดร้านเพิ่มอีก 10 แห่งภายในปีนี้
ความสำเร็จข้างต้น ส่งผลให้เป้าหมายของสองพี่น้องสโลนที่ตั้งใจจะเปิดร้านซื้อขายแฟชั่นมือสองให้ได้ 100 ร้านทั่วสหรัฐภายใน 10 ปี หรือปี 2562 สามารถเขยิบเข้ามาเป็นปี 2560 พร้อมด้วยการวางแผนเตรียมพาแบรนด์ “อัพทาวน์ ชีพสเกต” บุกตลาดต่างประเทศ โดยขณะนี้ เชลซี สโลน รับว่าได้พูดคุยหารือกับนักธุรกิจในออสเตรเลีย สวีเดน และไอร์แลนด์ ไว้แล้ว
ท้ายสุด สโลน เจ้าของกิจการวัยเยาว์ แนะว่า ไม่ว่าจะสร้างธุรกิจประเภทไหน กุญแจสำคัญคือการวางแผนคิดล่วงหน้า ศึกษาหาข้อมูล และทุ่มเททำอย่างจริงจัง โดยต่อให้มีล้มบ้างก็จะเป็นเพียงแค่แผลถลอกเพิ่มเติมประสบการณ์เท่านั้น







