
หุ้นยังเป็นทางเลือกแรกของการลงทุน
แม้ว่าภาพการลงทุนต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี ปัจจัยที่คาดว่าจะรบกวนการลงทุนก็คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป โดยเฉพาะการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีเยอรมันที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดออกมา
แม้ว่าภาพการลงทุนต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี ปัจจัยที่คาดว่าจะรบกวนการลงทุนก็คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป โดยเฉพาะการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีเยอรมันที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดออกมา
แต่ในมุมมองของ TISCO Wealth เราเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ระดับ 3% ในปีนี้ ซึ่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนี้จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และคาดว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เนื่องจากการเศรษฐกิจที่เติบโตจะส่งผ่านมาถึงผลการดำเนินงานและกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นตาม
อีกทั้งการปรับฐานของราคาหุ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชียปรับตัวลดลงเฉลี่ยราว 15% ได้สะท้อนผลลบจากการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ยในสหรัฐไปมากเกินกว่าความเป็นจริงแล้ว นอกจากนั้น การชะลอ/ยุติมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จึงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็น Overweight
และแนะนำให้หาจังหวะเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นไทย ซึ่งความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยนอกจากจะอยู่ใกล้ตัวแล้ว ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย คือ ตลาดคาดการณ์การเติบโตของผลประกอบการของ SET Index ในปีนี้ที่ 26% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่น เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก และยังสูงกว่าตลาดอื่นๆ ในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, The Philippines) ในขณะที่ Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม
สำหรับการลงทุนในตลาดต่างประเทศ แนะนำการลงทุนในประเทศยักษ์ใหญ่ คือ สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยความน่าสนใจของตลาดหุ้นสหรัฐ คือ ผลประกอบการยังแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการจ้างงานที่ขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบจำกัดต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากการถือครองเงินสดของบริษัทยังอยู่ในระดับสูง ระดับ P/E ปัจจุบันที่ 14.6 เท่า ยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2006-2007 ก่อนเกิดวิกฤต Subprime
ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่นเรามองว่า ความน่าสนใจ คือ การคาดการณ์ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง จากข้อมูลในอดีตเราพบว่าการอ่อนค่าของค่าเงินเยนจะส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2005-2007 ที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงราว 20% เทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ กำไรของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีดังกล่าว
ในปี 2013 ตลาดคาดการณ์ (Bloomberg Consensus) ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี NIKKEI จะขยายตัว 60% และ 12% ในปี 2014 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นที่สุดในโลก โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลของการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงราว 25% นับตั้งแต่ช่วงกลางไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว นับจากนี้แนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น การยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) และแนวโน้มขาขึ้นของดอกเบี้ยในสหรัฐ จะทำธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นธนาคารกลางแห่งเดียวที่ยังคงมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษและคงแผนอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมาก ซึ่งน่าจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงต่อสนับสนุนกำไรบริษัทในญี่ปุ่นต่อไป
นอกเหนือจากการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว เราเชื่อว่าการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะสหรัฐเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ แนะนำการลงทุนผ่านช่องทาง US REITs เนื่องจากเป็นการกระจายการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วในสหรัฐ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวลงมาอย่างหนักจากความกังวลต่อประเด็นการชะลอ/ยุติ QE ในสหรัฐ ทำให้อัตราการจ่ายปันผลโดยเฉลี่ยของ US REITs ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ 3.7% และหากพิจารณาเงินปันผลยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ ในสหรัฐ เราเชื่อว่า US REITs เป็นการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มการลงทุนทางเลือก และน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีจากเงินปันผลในระดับสูงและ Capital Gains
ในทางตรงข้ามกลุ่มสินทรัพย์ที่เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนเพียง Underweight คือ ตราสารหนี้ และหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 2.50% ไปตลอดปีนี้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งขายตราสารหนี้ในเอเชีย เนื่องจากกังวลต่อการชะลอ/ยุติ QE เราเชื่อว่าทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น (Monetary Policy Tightening) ของ Fed จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยในสหรัฐเริ่มกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จึงแนะนำให้เน้นลงทุนพันธบัตรอายุไม่เกิน 3 ปี และเลี่ยงพันธบัตรระยะยาว







