
แนะรัฐฟันภาษีคนรวยอุ้มจน
ทีดีอาร์ไอให้รับมือช่องว่างรายได้ที่ถ่างขึ้นพบครัวเรือนไทยออมเพิ่มถึง10เท่าตัว
ทีดีอาร์ไอให้รับมือช่องว่างรายได้ที่ถ่างขึ้นพบครัวเรือนไทยออมเพิ่มถึง10เท่าตัว
ทีดีอาร์ไอแนะรัฐเร่งขยายฐานภาษีอุ้มคนจน หลังพบปัญหาเหลื่อมล้ำรายได้ เผยคนรวยหลบภาษีสูง
นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลศึกษาภาพเงินออม การสะสมทุน และการถือครองทรัพย์สินของครัวเรือนไทย ในช่วง 2 ทศวรรษ (2531-2552) ว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีการออมดีขึ้น โดยปี 2531 ครัวเรือนที่ไม่มีเงินออมมี 48% ของครัวเรือนทั้งหมด แต่ลดเหลือ 25% เมื่อปี 2552 และมีเงินออมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากปี 2531 ที่ครัวเรือนไทยมีเงินออมเฉลี่ยเดือนละ 507 บาท เพิ่มเป็น 5,145 บาท ในปี 2552 ขยายตัว 12% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเติบโตของรายได้ ขณะที่รายจ่ายขยายตัวในอัตราไม่สูงเทียบเท่ารายได้
อย่างไรก็ตาม ทีดีอาร์ไอตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านเงินออมระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างชัดเจน โดยปี 2552 กลุ่มคนที่ร่ำรวยสุดมีเงินออมเฉลี่ยสูงมากราว 6,300 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่กลุ่มคนที่จนสุดไม่มีเงินออม ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากความไม่เท่าเทียมของการศึกษา และเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะไม่มีเงินออมเป็นหลักประกันสำหรับตนเองและครอบครัวในยามที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงิน
นอกจากนี้ ในปี 2552 ครัวเรือนกลุ่มที่จนสุด 94% มีทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท ส่วนครัวเรือนกลุ่มที่รวยสุดกว่า 30% ถือครองมากกว่า 1 แสนบาท นอกจากจะแตกต่างด้านรายได้แล้ว ยังมีแนวโน้มผันแปรตามระดับการศึกษาอีกด้วย โดยครัวเรือนที่มีการศึกษาสูงมักมีโอกาสสร้างรายได้และจัดสรรเงินไปลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินต่างๆ ได้ดีกว่าครัวเรือนที่สมาชิกมีการศึกษาน้อย
ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพแก่ผู้เสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากคุณภาพการศึกษานับว่าเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่กำหนดรายได้ของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ ภาครัฐควรพยายามขยายฐานภาษีไปสู่ผู้ที่มีรายได้สูงที่ยังไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีได้ไม่เต็มความสามารถ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลที่จะนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการได้มากขึ้นสำหรับคนยากจนและผู้เสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม







