
ส่องความท้าทายอาเซียนเชื่อมโยงเครือข่ายพลังงาน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านพลังงานในภูมิภาคเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่อาเซียนวางเป้าหมายจะก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อสร้างความมั่นคงและความสมดุลด้านพลังงานภายในภูมิภาค
วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงินองค์กร บริษัท ปทต. กล่าวภายในงานสัมมนาเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แหล่งพลังงานในภูมิภาคด้วยเครือข่ายระหว่างประเทศ” ว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเฉลี่ย 5.7% ซึ่งถือว่าเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และความต้องการบริโภคพลังงานของภูมิภาคนี้ ก็เพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ภูมิภาคอาเซียนถือว่าเป็นขุมพลังงานแหล่งใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน แต่หากพิจารณาเป็นรายประเทศพบว่าบางประเทศเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย และพม่า
ขณะที่บางประเทศโดยเฉพาะไทยและสิงคโปร์ ผลิตพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ และต้องเป็นผู้นำเข้าพลังงานในปริมาณสูง และยิ่งต่อไปในอนาคต แนวโน้มการนำเข้าพลังงานจะยิ่งเติบโตมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากการผลิตพลังงานมีแนวโน้มลดลง
อาเซียนยังมีแผนการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านพลังงานในภูมิภาค เช่น โครงการเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน และโครงการระบบเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน เพื่อส่งเสริมการรวมตัวกันในทุกด้านและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาค โดยระบบเชื่อมโยงไฟฟ้าจะเป็นการโยงสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน ขณะที่มีท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อเพิ่มการป้อนก๊าซธรรมชาติระหว่างกันภายในภูมิภาค รวมทั้งเชื่อมความต้องการผ่านท่อส่งก๊าซภายในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในโครงการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคี ยังไม่เป็นการเชื่อมโยงกันอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ไทยพม่า ไทยมาเลเซีย มาเลเซียสิงคโปร์ ผ่านพรมแดน แต่การเชื่อมโยงทั้งภูมิภาคยังติดปัญหาหลายประการ เช่น มาตรฐานคุณภาพก๊าซ ค่าผ่านท่อไปยังประเทศที่ 3 หรือกฎระเบียบต่างๆ ของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นผลให้การเชื่อมโยงอย่างเต็มรูปแบบยังไม่มีความคืบหน้าไปมากนัก
“การเชื่อมเครือข่ายด้านพลังงานระหว่างประเทศอาเซียนยังมีประเด็นความท้าทายอยู่มาก เช่น ปริมาณทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีจำกัดภายในภูมิภาค กฎระเบียบและกฎหมายของแต่ละประเทศ การเชื่อมโยงในมุมมองทางด้านเทคนิค และความแตกต่างของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาตลาดก๊าซธรรมชาติในแต่ละประเทศ”
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องมีความร่วมมืออย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรคที่มีอยู่ให้ได้ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง และจัดทำโครงการอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เช่น ความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นต้น
ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องตระหนักและควรมีนโยบายเรื่องนี้ เพราะหลายประเทศอยู่ในช่วงการพัฒนาต้องมีการบริโภคพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนนโยบายการสนับสนุนราคาพลังงานผู้กำหนดนโยบายก็จำเป็นต้องปรับลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเช่นเดียวกัน
ดาโต๊ะ โนฮารัดดิน นอร์ดิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานพัฒนาการลงทุนของมาเลเซียกล่าวว่า แนวคิดที่จะดำเนินโครงการร่วมกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก ซึ่งจะทำให้เกิดขึ้นได้ต้องทำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านพลังงานร่วมกันหลายฝ่ายวิตกว่า ประเทศที่มีการพัฒนาด้านนี้แล้วจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ หรือไปเอาเปรียบเทียบประเทศที่กำลังพัฒนาด้านพลังงาน ซึ่งเห็นว่าการเจรจาจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้ โดยจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศและหาจุดยืนร่วมกันให้ได้
“จะเห็นได้ว่าความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาก ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นความร่วมมือระดับทวิภาคีอยู่ ซึ่งหากสามารถขยายความร่วมมือออกไปเชื่อมโยงไปถึงประเทศอื่นในภูมิภาคได้ก็จะยิ่งเป็นผลดีมากขึ้น เพราะอาเซียนยังต้องการความร่วมมือด้านสาธารณูปโภคร่วมกันอีกมาก”
ดาโต๊ะ โนฮารัดดิน ทิ้งท้ายถึงเรื่องการอุดหนุนราคาพลังงานของแต่ละประเทศว่าเป็นการทำลายตลาด แต่เข้าใจว่าทุกประเทศยังต้องมีนโยบายดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่จำเป็นต้องใช้ให้น้อยลงและทำให้ประชาชนคิดใหม่ หรือหาแนวทางอื่นมาช่วยเหลือ







