
Yield Curve ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะตราสารระยะยาว
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 24-28 มิ.ย. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 379,291 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 75,858 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 11% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 264,665 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 100,180 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,407 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 24-28 มิ.ย. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 379,291 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 75,858 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 11% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 264,665 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 100,180 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,407 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือรุ่น LB155A (อายุ 2 ปี) LB176A (อายุ 4 ปี) และ LB196A (อายุ 6 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 31,474 ล้านบาท 17,545 ล้านบาท และ 12,033 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB13716A (อายุ 14 วัน) CB13725C (อายุ 28 วัน) และ CB13926B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 36,132 ล้านบาท 27,654 ล้านบาท และ 23,661 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท บางกอก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิส รุ่น BMUL163A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 302 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา รุ่น CPN171A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 300 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ รุ่น TOP13OA (AA) มูลค่าการซื้อขาย 269 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น โดยเฉพาะตราสารหนี้อายุระหว่าง 5-15 ปี ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ในช่วงประมาณ 10-25 Basis Point ขณะที่ตราสารอายุน้อยกว่า 5 ปี ลดลงเล็กน้อย ประมาณ 13 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ภายหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน มิ.ย. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ และยอดขายบ้านใหม่ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรก และอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายผู้บริโภค กลับถูกทบทวนโดยปรับลดลงจากระดับเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงขยายตัวอย่างจำกัด และอาจยังไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ตลาดเริ่มคลายความกังวลในประเด็นนี้ และมีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง
นอกจากนี้แล้ว สภาพคล่องที่ตึงตัวในตลาดเงินของจีนเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ภายหลังคำแถลงการณ์ของธนาคารกลางจีนที่พร้อมจะช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง หลังจากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระยะสั้นระหว่างธนาคารพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์หน้า ยังคงมีความผันผวนจากประเด็นภาวะเศรษฐกิจไทยล่าสุดที่ยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออก และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางสัญญาณภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอกว่าที่คาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนและประเทศในกลุ่มยูโรโซน
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 2,104 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) 4,751 ล้านบาท แต่กลับซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 2,646 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนรายย่อย มียอด ซื้อสุทธิ 784 ล้านบาท







