
การเมืองทุบตลาดหุ้น
...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
เหตุการณ์
“มหาวิปโยค” เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ได้ส่งผลกระทบกว้างไกลออกไป ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย เสถียรภาพของประเทศไทยที่ง่อนแง่นเต็มทียังส่งผลกระทบระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยจะถูกมองว่า “มีความเสี่ยงสูง” ติดอยู่ในวังวน “กีฬาสี” ที่ไม่เคารพกฎ กติกา มีการใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนที่ประเมินค่ามิได้นับเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ที่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ไม่ได้ช่วยเรียก
“สติ” กลับคืนสู่สังคมไทย แต่ละฝ่ายยังคงตั้งป้อมค่ายที่จะสู้ต่อ โดยมิได้ตระหนักว่าจะมีประโยชน์อันใดที่ได้ชัยชนะมาบนซากปรักหักพังของประเทศชาติช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผู้รู้ด้านต่างๆ ได้ออกมาประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างกว้างขวาง ท่านคงได้ติดตามไปเยอะแล้ว ขอกล่าวซ้ำเฉพาะด้านเศรษฐกิจบางเรื่อง ในส่วนของภาพรวมนั้น มีการประเมินว่าจะกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจขั้นต่ำ 0.5% และจะสูงกว่านี้ หากการชุมนุมยืดเยื้อเกิน 6 เดือน จึงมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตเพียง 3% หรือต่ำกว่านั้น
ที่น่าเห็นใจสุดๆ คือ ภาคการท่องเที่ยวที่เคยสร้างรายได้ให้ประเทศถึงราว 7% ของ GDP ได้รับผลกระทบเต็มๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยไปแล้วเป็นจำนวนมาก โรงแรม 5 ดาว ย่านราชประสงค์ ขาดทุนป่นปี้ แทบไร้คนเข้าพัก ผู้เช่าร้านค้าในศูนย์การค้าต่างๆ ในย่านราชประสงค์ต้องขาดรายได้แต่ยังต้องจ่ายค่าเช่า เงินเดือน ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
กรณีที่เกิดการยุบสภาก่อน 6 เดือน จะมีกฎหมายสำคัญค้างเติ่งอยู่ในสภา โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2554 การใช้จ่ายภาครัฐที่เคยมีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ จะพลิกกลับเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจแทน นอกจากนั้นความล่าช้าในการผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งคณะกรรมการอิสระ จะทำให้การแก้ปัญหามาบตาพุดล่าช้าตามไปด้วย เป็นต้น
ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนแล้ว กล่าวได้ว่า เครื่องยนต์ที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอยู่เหลือเพียงการส่งออกเท่านั้น
ในส่วนของตลาดหุ้น เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. เป็นจุดหักเหของตลาดหุ้นรอบนี้ หลังวิ่งยาวกว่า 100 จุด ขึ้นไปแตะ 820 จุด ดัชนีหุ้นร่วงแรง 50 จุดเศษ ภายในเวลาเพียง 2 วันทำการ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐานรอบใหญ่ต่ออีกระยะหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ต่างชาติประเมินสถานการณ์การเมืองไทยดีเกินจริงไปมาก ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีราคาถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค ทุนต่างชาติจึงไหลเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ความเสี่ยงของประเทศไทยที่พุ่งสูงขึ้น และยังไม่เห็นวี่แววทางออกแบบสงบ สันติ ทำให้ต่างชาติกลับลำขายต่ออีกระยะหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยง แรงขายนี้จะพุ่งเป้าในหุ้นที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจไทย และพึ่งตลาดในประเทศเป็นหลัก เช่น หุ้นธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่ม PTT ที่เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นไทย เป็นต้น
ดัชนีหุ้นไทยได้หลุดแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 5 และ 10 วันอย่างชัดเจนแล้ว ทิศทางปรับลงต่อ อย่างไรก็ดีหุ้นทุกตัวมีมูลค่าของมัน หากใช้สมมติฐานที่ระมัดระวังแล้ว แต่ราคาตลาดยังร่วงแรงไปกว่านั้น นับเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะปานกลางขึ้นไปที่จะทยอยเข้าซื้อ
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ธนชาต ประเมินว่า ที่ระดับ 670 จุด เป็นจุดที่น่าเริ่มทยอยเข้าซื้อรอบใหม่ เนื่องจากค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยจะลดเหลือต่ำกว่า 10 เท่า (โดยปรับลดประมาณการกำไรลงจากเดิม 20% แล้ว) หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจากสถานการณ์ขณะนี้ เช่น CPALL, CPF, TUF หุ้นที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ เช่น BANPU เป็นต้น
ระหว่างที่เราวนเวียนอยู่กับกีฬาสี คงต้องตามเฝ้าดูกว่า 1) มาตรการยกระดับการชุมนุมจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน 2) การบังคับใช้กฎหมายจะถูกต่อต้านและเกิดความสูญเสียมากน้อยแค่ไหน รวมถึงจะกระทบต่อความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ เพียงใด 3) การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีจะมีความเสี่ยงเพียงใดที่จะเกิดเหตุปะทะกัน 4) การแก้ปัญหาทางการเมืองไม่ว่าจะนายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภาจะเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อใด
ประเด็นเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน
สุดท้ายนี้ คงต้องขอวิงวอนทุกฝ่ายร่วมมือกันหาทางออกให้สังคมไทยโดยสงบ สันติ ปราศจากความรุนแรง พึงตระหนักว่า จะมีประโยชน์อันใดที่ได้ชัยชนะมาบนซากปรักหักพังของประเทศชาติ!







