
แบงก์นครหลวงไทยเดินเกมรุก จับคนหนุ่ม-สาวต่อยอดธุรกิจ
8...ทีมข่าวการเงิน
ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) ธนาคารเก่าแก่แห่งหนึ่งของไทยกำลังจะถูกกลืนเป็นเนื้อเดียวกับธนาคารธนชาต ธนาคารสีส้มในไม่ช้านี้
แต่ใช่ว่าธนาคารนครหลวงไทยจะเพิกเฉยการทำธุรกิจในช่วงสุญญากาศ กลับใช้เวลาที่รอการควบรวม เปิดเกมรุกทางธุรกิจ
โดยเฉพาะปีนี้ธนาคารนครหลวงไทยมีเป้าหมายทำธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น จากที่เคยจับฐานลูกค้าวัยกลางคนไปถึงคนสูงอายุ ก็เพิ่มเป้าหมายขยายฐานลูกค้าใหม่ เป็นคนหนุ่มสาวที่เริ่มทำงาน สร้างตัวสร้างครอบครัว เพื่อสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของการทำธุรกิจคือ การต่อยอดธุรกิจให้กับธนาคารแห่งนี้ หรือทำให้ธนาคารมีโอกาสทำธุรกิจสูงขึ้น
วิรัช ธนทรงพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ปี 2553 นี้ ธนาคารมีเป้าหมายทำธุรกิจเชิงรุก โดยวางแผนไว้ 3 แนวทางคือ การเพิ่มเป้าลูกค้าใหม่หันมาจับลูกค้าที่เป็นคนหนุ่มสาว เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายนี้มีความต้องการสินค้าทางการเงินสูง เป็นกลุ่มที่รองรับความเสี่ยงได้ดีกว่าวัยกลางคน หรือวัยสูงอายุ โดยฐานลูกค้าใหม่นี้จะเน้นเติบโตอย่างมีคุณภาพสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย
นอกจากนี้ ธนาคารนครหลวงไทยยังเน้นการลดต้นทุนเงินฝากและเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมมากขึ้น
สอดคล้องกับ ชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งดูงานสินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อเคหะ และสินเชื่อบุคคล ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1822% หรืออาจโตไปถึง 25 %
“
ผมคิดว่าการเติบโตของสินเชื่อมาถูกทางแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2550 สินเชื่อรายย่อยมีสัดส่วน 15% ของพอร์ต แต่ปี 2551 โตขึ้นเป็น 22% จากเป้า 18% ปีนี้ หรือปีที่ผ่านมา ทำได้ 28% จากเป้า 22% และปีนี้อาจได้ 25%” ชัยนันท์ ระบุโดยเป้าหมายทั้งปี 2553 พอร์ตสินเชื่อรายย่อยจะโต 30% หรืออยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตมาจากปัจจัยแรกคือ การปรับปรุงการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว จาก 10 วันเหลือ 5 วัน ประการที่ 2 การออกแบบสินเชื่อให้สอดคล้องกับผู้บริโภค เช่น ผู้ที่ขอสินเชื่อบ้าน 1.5 ล้านบาท จะไม่ใช้ดอกเบี้ยเป็นตัวชูโรง แต่ถ้าขอ 2.5 ล้านบาท จะใช้ดอกเบี้ยแข่งขัน และประการสุดท้าย การทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น
สำหรับสินเชื่อเคหะปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยทั้งปีอนุมัติและจดจำนองสินทรัพย์ จำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท อัตราสินเชื่อเพิ่มสุทธิ 2.25 หมื่นล้านบาท เทียบปี 2551 สินเชื่อเคหะเพิ่ม 64% ของทั้งระบบธนาคารที่มีอัตราการเติบโต 1.33 แสนล้านบาท หรือ 8.3%
อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรก ปี 2553 ธนาคารนครหลวงไทย อนุมัติและจดจำนองสินทรัพย์รวม 8,000 ล้านบาท โดยมียอดเพิ่มสุทธิ 5,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลดีจากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะใกล้หมดอายุลงทำให้ผู้ซื้อเร่งโอน เฉพาะเดือน มี.ค. ปีนี้ มีอัตราสินเชื่อเคหะ 3,800 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 3,300 ล้านบาท
ด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สำหรับสินเชื่อเคหะปลายปี 2552 เท่ากับ 2.62% ของสินเชื่อ ตั้งเป้าปี 2553 ไม่เกิน 2.5%
ขณะที่ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของสินเชื่อเคหะธนาคารนครหลวงไทย สิ้นปี 2552 เท่ากับ 6% ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ซึ่งไม่รวมธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แต่ถ้ารวมทั้งสองธนาคาร จะมีมาร์เก็ตแชร์ 3.24% อยู่อันดับ 7
ชัยนันท์กล่าวถึงสินเชื่อบุคคล ณ สิ้นปี 2552 ว่า มียอดปล่อยสินเชื่อบุคคล 1,150 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อโตเป็น 2,350 ล้านบาท เทียบปี 2551 จำนวน 1,250 ล้านบาท หรือโตร่วม 90% สำหรับเป้าปีนี้ คาดว่าสินเชื่อบุคคลจะโต 8% หรือจะทำได้ 1,250 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกปีนี้ปล่อยสินเชื่อแล้ว 250 ล้านบาท
ขณะที่เอ็นพีแอลสินเชื่อบุคคล ณ สิ้นปี 2552 เท่ากับ 1.55% แยกเป็นเอ็นพีแอลที่มีหลักประกัน 0.88% ไม่มีหลักประกัน 2.66% หรือเฉลี่ยเอ็นพีแอล 1.55%
ด้าน ศักดิ์ชัย ภิญโญวิทยา ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ซึ่งรับผิดชอบงานสนับสนุนข้อมูลด้านปฏิบัติการของธนาคาร กล่าวว่า ธนาคารจะสนับสนุนข้อมูลปฏิบัติการให้สาขา เพื่อให้สาขารู้จักตัวเอง และวางแผนงานระยะสั้นกลาง ให้สอดคล้องกับลูกค้าของแต่ละสาขา โดยแต่ละวันทำการ สาขาจะเห็นข้อมูลและปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสำนักงานใหญ่ รวมถึงการเริ่มทำผลิตภัณฑ์โปรโมชันให้สาขา
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวถึงการควบรวมกับธนาคารธนชาตว่า ธนาคารจะใช้กรรมการร่วมกับกรรมการธนชาต ไปถึงก่อนควบรวมกันจริงในปี 2554 และระหว่างนี้ต่างทำธุรกิจของแต่ละธนาคาร โดยทั้งสองธนาคารมีทิศทางทำธุรกิจชัดเจน คือ ธนชาตแข็งแกร่งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ขณะที่นครหลวงไทยมีสินเชื่อเคหะ สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต โดยจะเสริมความแข็งแกร่งขึ้นมา
“
เมื่อทั้งสองรวมกันแล้ว ทำให้นึกถึงภาพ 2 ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่มีความเก๋าขนาดกลาง ล้มลุกคลุกคลานมา 69 ปี มารวมกับธนาคารที่เพิ่งเริ่มต้นมา 7 ปี (ธนชาต) เก๋ากลาง + เก่งกลาง เท่ากับ ธนาคารที่เก่งขนาดใหญ่แห่งใหม่” นั่นเป็นความหวังเล็กๆ ของชัยวัฒน์ที่ผ่านชีวิตการทำงานบนการควบรวมสถาบันการเงินมาไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง และมาจบที่ธนาคารชฎาแห่งนี้ส่วนอนาคตชัยวัฒน์จะคงอยู่กับธนาคารเก่งใหญ่ใหม่หรือไม่ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ธนาคารธนชาต ผู้ถือหุ้นใหญ่นครหลวงไทยเท่านั้น







