
เจาะครอบครัวไทยยุคอาเซียนเปลี่ยนภูมิทัศน์
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยที่สุดในสังคม แต่ก็สำคัญที่สุดในการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด หากครอบครัวเข้มแข็งก็ทำให้ประเทศและโลกพัฒนาอย่างยั่งยืน
นพ.ประเวศ วะสี กล่าวในงาน “ครอบครัวไทยในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสู่อาเซียน” ว่า ไทยต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง โดยปัจจัยชี้ขาดอนาคตอยู่ที่ครอบครัวและสังคมเข้มแข็ง ซึ่งควรใช้กระบวนการชุมชนที่ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม ทั้งการจัดตั้งสภาประชาชน สภาผู้นำชุมชน เพื่อจัดทำแผนพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะได้ผลดีกว่ากำหนดจากส่วนกลาง อย่างกรณีของ ต.หนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ที่ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุในชุมชน และใช้ความดีเป็นเครดิตสำหรับกู้เงินจากสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งนี่จะเป็นรูปแบบที่ทำให้อยู่รอด ขณะที่ชุมชนเมืองใกล้จะแตกเพราะทุกอย่างแพงเกินไป เหมือนกับชุมชนเมืองในอาเซียนที่จะลำบากขึ้น
สุภาวดี หาญเมธี จากบริษัท รักลูกกรุ๊ป บอกว่า อาเซียนกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย การคมนาคมที่เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทั้งแนวเหนือใต้ ตะวันออกตะวันตก รวมถึงรถไฟฟ้าความเร็วสูง จะทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ใหม่ๆ อีกกว่า 30 เมือง บวกกับชุมทางขนาดใหญ่นอกเหนือจากกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทย อย่าง จ.ระนอง ที่ยอดขายวัสดุก่อสร้างขยายตัว 300% จ.แพร่ ที่โครงการรถไฟรางคู่จะผ่าน อ.สูงเม่นเด่นชัย และ อ.เมือง ไป จ.เชียงราย ส่วน จ.ลำปาง จะมีรถบรรทุกสินค้าจากจีนผ่านเส้นทาง R3A 8,0001 หมื่นเที่ยวต่อวัน นอกจากนี้จะมีการเคลื่อนย้ายคน ซึ่งจะเป็นโอกาสของแรงงานมีฝีมือและคุกคามแรงงานไร้ฝีมือของไทย
แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นโอกาสของครอบครัวและคนเล็กคนน้อย แต่ก็มีความท้าทายจากการที่บริการจะถูกแย่งชิง เช่น หมอจะกระจายออกไป เนื่องจากโรงพยาบาลไปเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาที่มากับความเจริญ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม สื่อยั่วยุ และสิ่งแวดล้อม
ด้าน สมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มองว่า เมื่อรวมตัวเป็นอาเซียนความท้าทายและปัญหาต่างๆ ก็ยังมีอยู่ และอาจจะเพิ่มขึ้น แต่หากครอบครัวเข้มแข็งก็สามารถรับมือได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
หลังรวมตัวกันจะมีครอบครัวต่างวัฒนธรรมมากขึ้น ในอนาคตงานบางประเภทสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก ซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งของครอบครัวตามมา
ขณะที่อัตราการเกิดมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยไทยต้องการเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปี 1.3 ล้านคน แต่เพิ่มจริงแค่ 8 แสนคน ซึ่ง 1 แสนคน เกิดจากพ่อแม่ไม่พร้อม จากนี้ไปจะรณรงค์ให้มีการ “ระเบิดครรภ์” เพื่อเพิ่มอัตราการเกิดในกลุ่มคนที่มีความพร้อม เช่น การเชิญชวนให้แต่งงานและมีลูกช่วยชาติ รวมถึงอาจมีมาตรการส่งเสริมการมีลูก เพราะปัญหาประชากรของไทยรุนแรงขึ้น วัยทำงานไม่พอ ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
ในปีหน้าจะมีโครงการอบรมเรื่องไอทีให้กับสตรี เพื่อทำธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ เพราะผู้หญิงมีบทบาทในการพัฒนาครอบครัวให้เข้มแข็ง
วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอสถานการณ์สุขภาวะครอบครัวไทย ปี 25522555 พบว่า ครอบครัวไทยยังคงเปราะบาง มีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น 4 เรื่องที่ครอบครัวควรลด ละ เลิก ได้แก่ อบายมุข หนี้สิน ความรุนแรง และการนอกใจ ยังคงน่าเป็นห่วงทุกเรื่อง โดยเรื่องการดื่มสุราที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินที่ยังทรงตัว ขณะที่การเล่นพนันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเรื่องรายได้ครอบครัวไทยมีรายได้และเงินออมเพิ่มขึ้น แต่หนี้สินก็ยังคงเพิ่มขึ้น เรื่องความรุนแรงในครอบครัวก็เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการนอกใจก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2555







