posttoday
3 หน่วยงานไอซีทีจี้รัฐคลอดกม.ป้องข้อมูลบุคคล

3 หน่วยงานไอซีทีจี้รัฐคลอดกม.ป้องข้อมูลบุคคล

20 มิถุนายน 2556

หนึ่งในความพยายามของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของรัฐบาล คือ การสร้างมาตรฐานการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น

หนึ่งในความพยายามของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของรัฐบาล คือ การสร้างมาตรฐานการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น

ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า ทั้งซิป้า สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Law) ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การใช้งาน หรือบริการออนไลน์ ของภาครัฐมีความน่าเชื่อถือและมีคนเข้ามาใช้บริการมากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ หากมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะช่วยคุ้มครองการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับประจำตัวบุคคลนั้นๆ ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายด้านนี้ ประชาชนจึงไม่มั่นใจที่จะเข้ามาใช้บริการ หรือทำธุรกรรมออนไลน์ เพราะกังวลว่าข้อมูลต่างๆ มีสิทธิจะถูกโจรกรรมได้ง่าย

นอกจากนี้ หากมีกฎหมายออกมาจะช่วยป้องกันไม่ให้ฐานข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตถูกเผยแพร่ไปยังตัวแทนขายบัตรเครดิตและประกันชีวิต จนถูกโทรศัพท์เข้ามารบกวนโดยตรงได้ด้วย

สำหรับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทำให้ไทยมีมาตรฐานสากลในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยระบบข้อมูล ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและข้อมูลออนไลน์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น จึงต้องมีกฎหมายที่ช่วยให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะไม่ถูกโจรกรรมข้อมูล รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้นวัตกรรมและซอฟต์แวร์ไทยได้รับการคุ้มครองหากไปเปิดตลาดอาเซียน

ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการ สรอ. กล่าวว่า ปัจจุบันการที่ยังไม่มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง ทำให้การทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถูกมองว่าไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไม่เติบโตในประเทศไทยเท่าที่ควรทั้งที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ และทำให้ไทยต้องเสียโอกาสให้กับต่างประเทศ เช่น อีเบย์ และอเมซอน เป็นต้น

ทั้งนี้ 3 หน่วยงานได้ร่วมมือจัดทำระบบบริการซอฟต์แวร์ออนไลน์ภาครัฐ (Govermemt Software as a Service) ที่จะทำงานอยู่บนระบบประมวลผลขนาดใหญ่ของภาครัฐมีด้วยกัน 11 กลุ่ม และจะเริ่มให้บริการซอฟต์แวร์เป็น 3 กลุ่มแรกใช้งานได้ทันที คือ บริการระบบสารบรรณกลางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ บริการส่งข้อความสั้น และระบบห้องประชุมเสมือน (Conference as a Service) หลังจากนั้นจะทยอยเปิดให้บริการจนครบ 11 กลุ่ม

ทั้งนี้ ทั้ง 3 บริการนี้นั้น บริการซอฟต์แวร์ออนไลน์ภาครัฐจะเปิดให้หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการเข้ามาใช้งานสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนด้านซอฟต์แวร์เอง แต่จะให้เช่าใช้ระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการจัดทำซอฟต์แวร์งานองค์กรทั่วไป อีกทั้งบริการซอฟต์แวร์ออนไลน์ภาครัฐจะมีประโยชน์ต่อหน่วยงานคือ สามารถเชื่อมโยงถึงกันระหว่างหน่วยงานรัฐต่อรัฐได้อย่างสะดวก รับส่งหรือแลกเปลี่ยนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถลดขั้นตอนการใช้กระดาษเอกสารในหน่วยงานได้อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในขณะนี้คือ คลาวด์ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ต่อประเทศไทย ภาครัฐจึงต้องมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานหันมาใช้ระบบประมวลผลกลาง (Government Cloud) โดยไม่ต้องแยกตามหน่วยงานแบบที่ผ่านมาอีก เพื่อลดความซ้ำซ้อนในเรื่องของบประมาณการลงทุน และง่ายต่อการควบคุมข้อมูลทั้งหมดด้วย

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก