
มุมมองหุ้นไทยครึ่งปีหลัง
ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 มีโอกาสที่จะแกว่งตัวผันผวนตามทิศทางกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่คาดว่าจะยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2556 บริษัทฯ ยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย จากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่า SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,375-1,550 จุด
ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 มีโอกาสที่จะแกว่งตัวผันผวนตามทิศทางกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่คาดว่าจะยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2556 บริษัทฯ ยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย จากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่า SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,375-1,550 จุด
ทั้งนี้ การปรับฐานของ SET Index เป็นผลจากการขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ รวมถึงบรรยากาศเชิงลบจากตลาดต่างประเทศ โดยตลาดได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการทยอยลดปริมาณการซื้อพันธบัตรหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แสดงถึงการฟื้นตัว ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสเงินไหลออกจากตลาดหุ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย สูงสุดในรอบ 18 เดือน
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน SET Index ยังคงมีระดับราคา ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคและยังเป็นระดับที่น่าลงทุน โดยคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ มีโอกาสเติบโตได้ประมาณ 20% ในปี 2556 ดังนั้น SET Index ในระดับปัจจุบันที่ประมาณ 1,450 จุด จะเป็นโอกาสในการทยอยลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานดีที่ราคายังไม่แพงมากนัก
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน เนื่องจากผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปิโตรเคมี นิคมอุตสาหกรรม และสื่อสาร นอกจากนี้ กลุ่มวัสดุก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลดลง รวมทั้งกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ที่จะได้รับประโยชน์จากการประมูลระบบโทรทัศน์ดิจิตอล
โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดช่วงนี้ คือ การเลือกจังหวะการลงทุน โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวโดดเด่น และมีการปรับน้ำหนักการลงทุนเพื่อหาประโยชน์จากความผันผวนของตลาด ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาในการหาจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง บริษัทฯ ขอแนะนำให้ท่านพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมประเภท Target Fund ที่มีการกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนที่แน่นอนภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด และปิดกองทุนเมื่อผลตอบแทนถึงตามเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยให้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลพอร์ตการลงทุน ติดตามข้อมูลตลาด บทวิเคราะห์หุ้นต่างๆ ตลอดจนหาจังหวะในการลงทุนให้กับกองทุน โดยผู้ลงทุนควรจะต้องพิจารณานโยบายและเป้าหมายผลตอบแทนของกองทุนรวมที่เลือกลงทุน ว่าสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดหุ้นในช่วงระยะเวลาที่ลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านสามารถมีโอกาสได้รับผลตอบแทน ตามเป้าหมายของการลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้







