
โนเบิลชี้ตลาดคอนโดหรูยังรุ่ง
ติดบีทีเอสขายดีซื้อหวังลงทุน
ปีนี้ลงทุน3โครงการ5พันล้าน
โพสต์ทูเดย์
— การเมืองร้อนไม่สะเทือนตลาดคอนโดหรูเกาะแนวรถไฟฟ้า โนเบิล ลุยต่อ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านนายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า จากปัญหาทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการขายโครงการคอนโดมิเนียมระดับบนที่อยู่ติดเกาะกับแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส เนื่องจากยังมีความต้องการในตลาดสูงทำให้โครงการที่เปิดตัวส่วนใหญ่สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมถือว่าฟอร์มยังดีอยู่มาก หากเทียบกับโครงการแนวราบ เนื่องจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะยิ่งมีลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า ยิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดคอนโดมิเนียมแข็งแรงขึ้น และที่สำคัญโครงการระดับบนจะขายได้ดีนั้นตัวโครงการและทำเลสำคัญเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหาการเมืองได้ส่งผลต่อโรงแรมเท็นเฟซ ที่บริษัทเป็นผู้พัฒนาในซอยร่วมฤดี จำนวน 79 ห้อง อัตราการเข้าพักของลูกค้าชาวต่างชาติลดลงเหลือ 70% ตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา จากก่อนหน้านั้นอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 8590%
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2 จนถึงปลายปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่เป็นคอนโด มิเนียมอีก 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท จากเมื่อต้นปีนี้ได้เปิดไปแล้ว 1 โครงการคือโนเบิลรีดี ในซอยอารีย์ มูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทจะใช้งบซื้อที่ดิน 1,500 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน 34 แปลง ซึ่งใช้ไปแล้ว จำนวน 700 ล้านบาท โดยที่ดินที่ซื้อทั้งหมดจะอยู่ติดกับแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส สายปัจจุบัน ระหว่างสถานีอารีย์สถานีเอกมัย และห่างจากตัวโครงการไม่เกิน 200 เมตร
ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมียอดขาย 1,6001,700 ล้านบาท มาจากโครงการโนเบิลรีดี ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ 4,500 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 3,800 ล้านบาท ส่วนยอดรับรู้รายได้ปีนี้จะเติบโต 1015% จากปีก่อนที่ยอดรับรู้ราย 2,800 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ได้จำนวน 5,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการโอน 2 โครงการคือ โนเบิลโซโล และโนเบิล รีมิกซ์ และยังวางแผนก่อสร้างทาวน์เฮาส์โครงการโนเบิลคิวบ์ เฟส 2 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์สร้างเสร็จก่อนขายอีก 150 ยูนิต มูลค่า 700800 ล้านบาท คาดว่าจะพัฒนาเสร็จพร้อมเปิดขายได้ปลายปีนี้ พร้อมกับเตรียมจะเปิดเฟส 3 ในปีหน้า
นายธงชัย ให้ความเห็นถึงการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ รวมไปถึงเอสเอ็มเอส เพื่อช่วยเร่งปิดการขายโครงการนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการขาย และผู้บริโภคเลือกที่จะไม่ซื้อก็เป็นได้ เนื่องจากชีวิตคนในปัจจุบันได้รับข้อมูลเยอะมากจนบางครั้งเกินความจำเป็น







