posttoday
แฮร์รอดส์ จากร้านของชำสู่ห้างดังระดับโลก

แฮร์รอดส์ จากร้านของชำสู่ห้างดังระดับโลก

05 มิถุนายน 2556

หากนึกถึงประเทศอังกฤษ เชื่อว่า สิ่งแรกที่ลอยเข้ามาในหัวของใครหลายๆ คน คือ หอนาฬิกาบิ๊กเบน

โดย..ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

หากนึกถึงประเทศอังกฤษ เชื่อว่า สิ่งแรกที่ลอยเข้ามาในหัวของใครหลายๆ คน คือ หอนาฬิกาบิ๊กเบน รถเมล์สีแดงสองชั้น ราชวงศ์วินด์เซอร์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “แฮร์รอดส์” ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางกรุงลอนดอน

ถือเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อย ที่จะมีชื่อของ “ห้าง” ดังติดโผหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศประเทศหนึ่ง ทว่าหากได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของแฮร์รอดส์แล้วละก็ จะทราบว่าผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าชื่อดังกล่าว รวมทั้งผู้บริหารในยุคต่อๆ มา สามารถวางกลยุทธ์การบริหารธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดจนผลักดันให้แฮร์รอดส์กลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรามั่งคั่งที่ใครๆ ก็อยากสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของแฮร์รอดส์เกิดขึ้นในปี 1849 เมื่อ ชาร์ลส์ เฮนรี แฮร์รอดส์ หนุ่มอังกฤษวัย 25 ปี ตัดสินใจเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ในย่านไนต์สบริดจ์ของกรุงลอนดอน เพื่อขายผัก ผลไม้ และชา โดยในเบื้องต้นนั้นร้านมีขนาดเพียง 1 ห้อง และมีพนักงาน 3 คนเท่านั้น

ทว่าหลังเปิดกิจการได้ไม่นาน ชาร์ลส์ ดิ๊กบี ลูกชายของ ชาร์ลส์ เฮนรี ก็เข้ามาช่วยพ่อบริหารธุรกิจจนร้านขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเริ่มจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่น้ำหอม ยารักษาโรค เสื้อผ้า และอาหาร

“ขณะนั้นย่านไนต์สบริดจ์เริ่มมีคนรวยเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น ซึ่งทาง ชาร์ลส์ ดิ๊กบี ก็ทราบดี จึงหันไปปรับปรุงคุณภาพสินค้าในร้านเพื่อหวังดึงดูดลูกค้ากลุ่มคนรวยนั่นเอง” ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่ง กล่าว

ความพยายามของ ชาร์ลส์ ผู้ลูกได้ผล เห็นได้จากในช่วงปี 1883 ที่แฮร์รอดส์มีการขยายร้านครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ก็กลายเป็นห้างสรรพสินค้าขนาด 5 ชั้น และมีการจ้างพนักงานกว่า 200 ชีวิต

ทว่าในปีเดียวกัน ชาร์ลส์ ก็ต้องเจอบททดสอบสุดหิน เมื่อเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ซึ่งได้ทำลายร้านค้าทั้งหมดจนแทบไม่เหลือซาก และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 3 สัปดาห์ก่อนเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ชาวอังกฤษจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดเลยก็ว่าได้

โชคดีที่ทางร้านมีประกัน ขณะที่ ชาร์ลส์ เองก็ไปซื้อประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าทางร้านได้ย้ายกิจการไปยังสถานที่ใกล้เคียงชั่วคราว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อพยายาม “รักษา” ลูกค้ากลุ่มเดิมเอาไว้นั่นเอง

ไม่น่าเชื่อว่า ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนั้นแฮร์รอดส์ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยสำคัญก็คือ “ความจงรักภักดี” ของลูกค้า

เมื่อห้างแฮร์รอดส์กลับมาเปิดทำการอีกครั้งในปี 1884 ลูกค้าต่างก็อึ้งทึ่งกับแฮร์รอดส์ “โฉมใหม่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในสุดหรู อาทิเช่น หน้าต่างโค้งและโดมบนหลังคาที่หรูหราอลังการราวกับว่าอยู่ในพระราชวังเลยทีเดียว

ทว่าทาง ชาร์ลส์ ก็เริ่มคิดที่จะผันแฮร์รอดส์สู่การเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจวางมืออย่างเป็นทางการ โดยมี ริชาร์ด เบอร์บริดจ์ เข้ามารับตำแหน่งแทน

ทั้งนี้ เพราะเป็นห้างที่เก่าแก่ แฮร์รอดส์จึงมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองผู้ดี ยกตัวอย่างเช่น เป็นห้างที่คนดังหลายต่อหลายคน เช่น ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนชื่อดัง ชาร์ลี แชปลิน นักแสดงตลกแห่งฮอลลีวูด รวมทั้ง ซิกมันด์ ฟรอยด์ เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรีย เคยเข้ามาใช้บริการ

นอกจากนี้ แฮร์รอดส์ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า “ทุกชนิด” เพราะในอดีตนั้นเคยจำหน่ายสัตว์เอ็กโซติก อย่างลูกสิงโตก็ยังมี ก่อนที่แผนกดังกล่าวจะถูกยุบไปในที่สุด

ปัจจุบัน ความสำเร็จของทางห้างเห็นได้จากรายได้ที่แข็งแกร่งที่ระดับ 650 ล้านปอนด์ (ราว 2.9 หมื่นล้านบาท) ต่อปี ซึ่งยังไม่นับรวมความสำเร็จของตัวแบรนด์แฮร์รอดส์ที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตุ๊กตาหมีแฮร์รอดส์ ตลอดจนกระเป๋าพีวีซีแฮร์รอดส์ที่กลายเป็นสินค้ายอดฮิตในหมู่คนไทย

สมแล้วที่ห้างชื่อดังแห่งนี้จะถูกยกให้เป็นมากกว่าแค่ห้าง แต่คือสัญลักษณ์ของประเทศอังกฤษ และที่สำคัญก็คือ มอบประสบการณ์ช็อปปิ้งอันล้ำค่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความหรูหราชนิดที่หาไม่ได้จากที่อื่นอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน