posttoday
ปัญหา1800MHz

ปัญหา1800MHz

05 มิถุนายน 2556

แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้นำคลื่นความถี่ 2.1 GHz มาจัดสรรโดยวิธีการประมูลเพื่อให้เป็นคลื่นความถี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ปัจจุบันยังคงมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ที่เน้นการสื่อสารด้วยเสียง ภายใต้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เป็นจำนวนถึง 18 ล้านเลขหมาย

แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้นำคลื่นความถี่ 2.1 GHz มาจัดสรรโดยวิธีการประมูลเพื่อให้เป็นคลื่นความถี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ปัจจุบันยังคงมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ที่เน้นการสื่อสารด้วยเสียง ภายใต้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เป็นจำนวนถึง 18 ล้านเลขหมาย

เลขหมายดังกล่าวให้บริการโดยบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (กสท) ประมาณ 2 แสนเลขหมาย และมีเลขหมายที่ให้บริการภายใต้สัมปทานของ กสท โดยเอกชนสองราย คือ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดีพีซี จำกัด อีกประมาณ 17 ล้านเลขหมายเศษ โดยสัญญาสัมปทานกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2556 ซึ่งทาง กสทช. เองก็ได้ออกมาให้การยืนยันว่าจะใช้วิธีการให้ผู้บริการรายเดิมยังคงให้บริการต่อไป แล้วจัดการประมูลคลื่นใหม่ให้เร็วที่สุด พร้อมกับการเร่งทำให้ระบบบริการคงสิทธิเลขหมาย (Number Portability) สามารถทำได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละประมาณ 4 แสนเลขหมาย จากเดิมที่ทำได้เพียงวันละ 4,000 เลขหมายเท่านั้น

หลังจากนั้น รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ออกมากล่าวทางสื่อมวลชนว่าจะดำเนินการให้ กสท มีสิทธิในการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานดังกล่าวในเดือน ก.ย. 2556 ต่อไปอีกอย่างต่ำ 10 ปี โดยอ้างว่าดำเนินการตามที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท ได้เสนอแผน ขอใช้คลื่นความถี่ตามมาตรา 82, 83 และ 84 ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553

เหตุผลของกระทรวงไอซีทีและ กสท ที่อ้างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เพื่อถือสิทธิครอบครองคลื่นความถี่ภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานต่อไป ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทเฉพาะกาลที่ต้องการให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ก่อนที่จะมี กสทช. สามารถดำเนินการให้บริการโทรคมนาคมต่อไปหลังจากที่มี กสทช. แล้ว

นอกจากนี้ มาตรา 83 วรรคสอง ได้กำหนดให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมยังคงทำต่อไปได้ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ของการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญานั้น เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญาแล้ว และในวรรคสามได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ผู้ได้รับการจัดสรรหรือใช้คลื่นความถี่ต้องคืนคลื่นความถี่กลับไปให้แก่ กสทช. เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ ซึ่งต้องทำโดยวิธีการประมูลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45

บทบาทของ กสท ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะนำเอาคลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรไปให้สัมปทานแก่เอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการและคอยรับค่าสัมปทาน ซึ่งเป็นรายได้หลักขององค์กร เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องคืนคลื่นความถี่ให้แก่ กสทช. เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ โดยวิธีการประมูลอันจะเป็นช่องทางที่สามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า

หาก กสท ต้องการเข้ามาร่วมประมูลแข่งขันกับเอกชนรายอื่น ก็จำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างองค์กร ตลอดจนแก้ไขกฎระเบียบภายในของตนเองให้เอื้อต่อการเข้าไปแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมได้ และเปลี่ยนบทบาทของตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์ หรือหาช่องทางอื่นที่จะทำให้สามารถมีรายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากค่าสัมปทานที่เคยได้มาในอดีต

กสท ถือได้ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที จึงควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เป็นแบบอย่าง มิใช่เป็นผู้ปฏิบัติโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียเอง

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่