
ความไม่แน่นอนสูง ถ่วงตลาดหุ้น
หลังหลุดแนวรับ 1,580 จุด ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐานสั้น โดยมีแนวรับที่ 1,555, 1,530 จุด ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)อาจลดวงเงินซื้อพันธบัตร (คิวอี) เศรษฐกิจชะลอตัวเกินคาด และมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย
หลังหลุดแนวรับ 1,580 จุด ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐานสั้น โดยมีแนวรับที่ 1,555, 1,530 จุด ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)อาจลดวงเงินซื้อพันธบัตร (คิวอี) เศรษฐกิจชะลอตัวเกินคาด และมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย
ดัชนีร่วงเร็วเกือบ 90 จุด ภายในสัปดาห์เศษ คงต้องใช้เวลาแกว่งหาฐานใหม่สักพักใหญ่ก่อนแกว่งขึ้นรอบใหม่
ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ สถานการณ์น่าจะผ่อนคลายลง ดัชนีหุ้นไทยอาจใช้เวลาสร้างฐานราคาแถว 1,555 หรือ 1,530 จุด สักพัก ก่อนไต่ขึ้นรอบใหม่ มองเป็นโอกาสเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาหุ้นย่อตามตลาด เช่น ADVANC, INTUCH, JAS, BTS, QH, SIRI เป็นต้น ดัชนีหุ้นยังมีโอกาสแกว่งขึ้นไปทดสอบ 1,700 จุด ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
สัปดาห์นี้ต้องติดตามสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิต และภาคบริการเดือน พ.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book ของเฟด
ตลาดการเงินจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ปรับการคาดการณ์เรื่อง คิวอี ทั้งนี้คงเร็วเกินไปที่เฟดจะลด คิวอี ใน 23 เดือนข้างหน้า ดังนั้นหากตลาดหุ้นร่วงแรงจากความกังวลนี้จึงเป็นโอกาสในการทยอยซื้อหุ้นสะสม
นอกจากนั้น ต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางยูโร (ECB) ท่ามกลางภาวะถดถอยเศรษฐกิจในยูโรโซน ขณะที่เงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 1.4% ในเดือน พ.ค. ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 2% จึงเป็นไปได้ที่ ECB จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก
ประเด็นการลงทุนที่ต้องติดตามในช่วงนี้ มีดังนี้
ประเด็นแรก ความกังวลว่า เฟด อาจลดคิวอีก่อนสิ้นปีนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 17,429 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 2331 พ.ค. 2556
ในช่วง 45 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกลดการถือเงินสดและตราสารหนี้และเพิ่มการถือครองหุ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี ความกังวลเรื่องเฟดอาจลดคิวอี จึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขายทำกำไรโดยตราสารทุนยังคงมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้และทองคำในระยะปานกลางยาว
อย่างไรก็ดี การลดคิวอีมีสาเหตุหลักจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นดีเกินคาด จะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัททั่วไป ซึ่งจะช่วยชดเชยผลลบจากสภาพคล่องที่ลดลงได้ประเด็นที่ 2 เศรษฐกิจชะลอตัวลงเกินคาด โดยเฉพาะยูโรโซน จีนและบ้านเราสัญญาณเศรษฐกิจจีนในช่วงเดือนหลังๆ บ่งชี้ถึงการชะลอตัวเกินคาด โดยเฉพาะในภาคการผลิตและส่งออก หลังถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า โดยเฉพาะยูโรโซนที่เศรษฐกิจยังหดตัวเป็นไตรมาสที่ 6 ขณะที่อัตราการว่างงานเดือนล่าสุด (มี.ค.เม.ย.) พุ่งสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12.2% สัญญาณเศรษฐกิจจีนชะลอ จึงกดดันหุ้นโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ดี ทางการจีนรายงานเมื่อวันเสาร์ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่บ่งชี้กิจกรรมในภาคการผลิต เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 50.8 ในเดือน พ.ค. จาก 50.4 ในเดือน เม.ย.ดีกว่าที่ตลาดประเมิน ซึ่งจะผ่อนคลายความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน
ด้านเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 5.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หดตัว 2.2% จากไตรมาส 4 ขณะที่เครื่องชี้ด้านการส่งออก การผลิต และการบริโภคแผ่วลงกว่าที่คาด ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ลง
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คาดว่า ในสัปดาห์นี้ธนาคารจะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ มีโอกาสสูงที่ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ทิศทางดอกเบี้ยลดนี้ส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลีสซิ่งรถยนต์ ตลอดจนบริษัทที่แบกหนี้สินไว้สูง
ประเด็นที่ 3 ความกังวลต่อมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย หลังกระทรวงการคลังผ่านกฎหมายเพิ่มเครื่องมือนี้ เงินทยอยไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดสารหนี้ กอปรกับดอลลาร์สหรัฐแข็ง ทำให้ค่าเงินบาทถอยกลับมาอยู่ที่ระดับ 30.35 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนสุดในรอบเกือบ 5 เดือน
การปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติที่อ้างอิงดัชนี MSCI ที่มีผลไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค. มีส่วนเพิ่มความผันผวนต่อตลาดหุ้นบ้านเราในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีแรงขายให้หุ้นที่ถูกปรับออก และมีแรงซื้อในหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้าไป







