
กองทุนร่วมลงทุน อีกทางเลือกเอสเอ็มอี
ทางเลือกเอสเอ็มอี ขาดสภาพคล่อง ให้กองทุนร่วมลงทุนเข้าไปถือหุ้น แปรสภาพองค์กรสู่มหาชน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ทางเลือกเอสเอ็มอี ขาดสภาพคล่อง ให้กองทุนร่วมลงทุนเข้าไปถือหุ้น แปรสภาพองค์กรสู่มหาชน
ปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอีกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ การขาดสภาพคล่อง อันเนื่องมาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท เอสเอ็มอีหลายรายถึงขั้นปิดตัวลง เพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในฐานะแหล่งระดมทุนใหญ่ของประเทศ ได้เสนอทางเลือกและให้คำแนะนำกับเอสเอ็มอีที่ต้องการเงินทุนมาขยายธุรกิจ ผ่านการจัดสัมมนาในหัวข้อ “เพิ่มพลังให้ธุรกิจ เพิ่มโอกาสโตให้เอสเอ็มอี”
สำหรับแหล่งเงินทุนที่ตลาดหลักทรัพย์มานำเสนอแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีครั้งนี้ คือ กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ของบริษัทเอกชนที่เข้าไปลงทุนถือหุ้นในเอสเอ็มอี หรือบริษัทขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโตและมีเป้าหมายระยะยาว ต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
ทั้งนี้ การเข้าไปถือหุ้นของกองทุนเวนเจอร์ แคปปิตอล ในธุรกิจเอสเอ็มอี จะมีสัดส่วนไม่เกิน 50% เพราะไม่ต้องการเข้าไปถือหุ้นใหญ่ หรือเปลี่ยนแปลงการบริหาร โดยยังให้เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และบริหารงานต่อไป กองทุนต้องการเข้าไปช่วยบริษัทขนาดเล็กให้มีเงินทุนขยายธุรกิจมากขึ้น ปรับแผนธุรกิจ และการบริหารงานองค์กรภายในเพื่อเตรียมพร้อมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
หลังเข้าไประดมทุนใน ตลท.แล้ว กองทุนร่วมลงทุน สามารถขายหุ้นออกมาได้ หรือเลือกถือหุ้นต่อไป แต่หากกองทุนเข้าไปลงทุนในเอสเอ็มอีที่ไม่ต้องการเข้ามาระดมทุนใน ตลท. เจ้าของก็มีทางเลือกที่ซื้อหุ้นที่กองทุนร่วมลงทุนกลับคืนไป
โสภณ บุณยรัตพันธุ์ กรรมการสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเน็ท แคปปิทอล เปิดเผยว่า เงินร่วมลงทุนหรือกองทุนร่วมลงทุน จะเลือกลงทุนระยะยาวในเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตเร็ว โดยธุรกิจที่กองทุนร่วมลงทุนสนใจจะต้องมีขนาดตลาดใหญ่ ทีมบริหารที่มีความสามารถ แผนธุรกิจที่ชัดเจน ผลตอบแทนการลงทุนน่าสนใจ และมีการกำกับกิจการที่ดี
ด้าน ปฐมาพร ไชยกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน ข้าวกล้า กล่าวว่า บริษัทจะเลือกลงทุนในเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีศักยภาพเติบโตและมีแผนธุรกิจชัดเจน โดยต้องเป็นเอสเอ็มอีที่มีสินทรัพย์ไม่เกิน 200 ล้านบาท ไม่รวมที่ดิน และมีพนักงานไม่เกิน 200 คน ซึ่งการเน้นลงทุนในเอสเอ็มอี เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโต และไม่จำกัดประเภทธุรกิจ
สำหรับกองทุนร่วมลงทุน ข้าวกล้า จะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 2030% คิดเป็นสัดส่วนเงินลงทุนตั้งแต่ 560 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินทุนของเอสเอ็มอีแต่ละราย ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในระยะเวลา 35 ปี หรืออาจเลือกถือหุ้นระยะยาวต่อไป โดยช่วงที่ผ่านมาได้เข้าไปลงทุนใน 13 บริษัท และมี 2 บริษัทเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีอีก 23 บริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมพร้อมเข้าไประดมทุน
กิตติ พัวถาวรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น ซี แอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ กล่าวว่า จากการที่กองทุนร่วมลงทุน ข้าวกล้า เข้ามาถือหุ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ในสัดส่วน 18% ส่งผลดีให้บริษัทเป็นที่รู้จักและมีพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น โดยบริษัทมีแผนเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (เอ็ม เอ ไอ) ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 81 ล้านบาท และต้องการกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปสัดส่วน 2025%เพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจ
ทั้งนี้กองทุนจะขายหุ้นของบริษัทเมื่อเข้าไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ แล้ว โดย“เป้าหมายระยะยาวของบริษัทต้องการขยายธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนทุกประเทศ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และต้องการก้าวสู่บริษัทระดับโลก” กิตติ กล่าว
ส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 600 ล้านบาท
ด้าน นพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ประกอบธุรกิจพัดลมไอน้ำ แบรนด์มาสเตอร์คูล กล่าวว่า กองทุนร่วมลงทุน ข้าวกล้า ได้เข้ามาถือหุ้นบริษัท 4 ปีที่ผ่านมา ในสัดส่วน 10% โดยเงินทุนที่ได้นำไปขยายธุรกิจ เพิ่มคู่ค้าและเครือข่ายธุรกิจ และมีแผนเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในปี 2557 จากปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 44.4 ล้านบาท และมีสัดส่วนหุ้นที่ต้องการกระจายให้แก่ประชาชน 25%
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปขยายธุรกิจ หาตลาดใหม่และเพิ่มกำลังการผลิต พัฒนาสินค้า ขณะที่รายได้รวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 400 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 230 ล้านบาท
นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่เอสเอ็มอีที่อยากเติบโตแบบแข็งแกร่ง และมีเงินทุนพร้อมที่จะขยายธุรกิจต่อไปไม่หยุดยั้ง







