posttoday
พรบ.คุ้มครองพิ้นที่เกษตรกรรม ฝันค้างของเกษตรกรไทย

พรบ.คุ้มครองพิ้นที่เกษตรกรรม ฝันค้างของเกษตรกรไทย

15 เมษายน 2553

8...สิทธิณี ห่วงนาค

ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ได้มีการพิจารณายกร่างขึ้นท่ามกลางความร้อนแรงของข่าวการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชอาหาร และพืชพลังพลังงานของกลุ่มทุนประเทศอาหรับ ผ่านนักการเมืองใหญ่ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่คอยทำหน้าที่ชี้โพรงและเป็นผู้จัดหาที่ดิน ร่วมทั้งการเลี่ยงกฎหมายไทยที่ห้ามต่างชาติทำการเกษตร

เป้าหมายสำคัญ เน้นในพื้นที่ชลประทาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลโดยกรมชลประทานได้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตร การได้ที่ดินในเขตดังกล่าวจึงเป็นการลดต้นทุนและคุ้มค่ากับการลงทุนด้วยประการทั้งปวง ในขณะที่เกษตรกรไทยกว่า 60% ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และกว่า 60% ของเกษตรกรเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมว่า ร่าง พ.ร.บ.อยู่ระหว่างการเตรียมนำร่างไปทำประชาพิจารณ์ถามความเห็นต่อประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งจะจัดให้ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะทันการพิจารณาของรัฐบาลนี้หรือไม่

สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้มีการโซนนิงพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน ซึ่งหากเจ้าของที่ดินต้องการจำหน่ายหรือเปลี่ยนกิจกรรมไปนอกภาคเกษตร จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกร ซึ่งมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน ในระดับจังหวัดจะมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน ซึ่งหากการซื้อขายที่ดินเพื่อทำกิจการนอกภาคเกษตรจะมีการลงโทษทางกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กำหนดให้มีการตั้งกองทุนขึ้นมา 1 กองทุน โดยเบื้องต้นจะใช้กองทุนที่กระทรวงเกษตรฯ มีอยู่ เพื่อดำเนินการรับซื้อที่ดินจากประชาชนที่ถือโฉนด ที่ไม่ต้องการทำการเกษตรอีกต่อไป หรือต้องการขายที่ดิน โดยคณะกรรมการจะดำเนินการซื้อตามราคาที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด ซึ่งจะมาจากราคาเวนคืน ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ราคาตลาดที่ประเมินจากสภาพพื้นที่และลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งประชาชนหรือเกษตรกรที่ต้องการมีที่ดินทำการเกษตร สามารถซื้อหรือเช่าที่ดินเหล่านี้ได้ และที่สำคัญคือการป้องกันการกระทำอันเป็นนอมินีจากคนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่กฎหมายและความเห็นแก่ได้ของคนไทยเอง

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีด้วยกัน 29 มาตรา สาระสำคัญของกฎหมายประกอบด้วย 1.คุ้มครองพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานที่มีการลงทุนไปแล้ว 28 ล้านไร่ และที่กำลังจะลงทุนเพิ่มเป็น 60 ล้านไร่ ใน 3 ปีข้างหน้า 2.ต้องมีการพัฒนาบำรุงดินจะได้เหมาะกับการทำกิน เพื่อป้องกันการขายทิ้ง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่อื่น ควรมีขอบเขตป้องกัน การเสียสิทธิที่ดินของเกษตรกรในพื้นที่เกษตรกรรมอีกต่อไป เพื่อความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงของเกษตรกร

กฏหมายกำหนดให้ 1. จะต้องมีคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมจำนวน 1 คณะ จำนวน 26 คนประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเป็นรองประธานและอธิบดีกรมที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเป็นกรรม รวม 15 คน และมีคณะกรรมการอื่นไม่เกิน 9 คน โดยครม.แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3คน ภาคเอกชน 3 คน ผู้แทนเกษตรกร 3 คน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นกรรมการและเลขานุการ 2.คณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าฯเป็นประธาน และคณะกรรมการกรุงเทพมหานคร 3.อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคือการกำหนดเขตคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมการฟื้นฟู เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และมีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับปัญหาการใช้ประโยชน์ และกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการใช้ประโยชน์ที่3.การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจการกำหนดพื้นที่เกษตรกรรมหรือการเพิกถอนพื้นที่เกษตรกรรม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า 60% สิบสามารถเข้าชื่อร้องให้เพิกถอนต่อคณะกรรมการได้ และหากพบว่าการครอบครองที่ดินโดยต่างด้าวหรือถือแทนลักษณะนอมินี ให้ถือว่าการได้มาของที่ดินแปลงในเขตคุ้มครองเป็นโมฆะ

นอกจากนี้ ยังให้ ส.ป.ก.สามารถซื้อคืนได้ทันทีในราคาไม่เกินราคาประเมินของกรมธนารักษ์ และที่ดินดังกล่าวจะไม่สามารถทำกิจกรรมนอกภาคเกษตรกรรม หรือทำการปลูกสร้างจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองที่ดินจังหวัดฯ กรณีเจ้าของที่ดินไม่พอใจสามารถร้องคัดค้านต่อกรรมการได้ภายใน 30 วัน เมื่อกรรมการได้รับคำร้องให้พิจารณาภายใน 60 วัน และหากพิจารณาไม่จบให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่กำหนด

4.การส่งเสริมและควบคุมการใช้ที่ดินเกษตรกรรม กรณีเจ้าของที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวไม่ประสงค์จะทำการเกษตร หรือต้องการขายที่ดินให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน ใช้เงินกองทุนรับซื้อที่ดินเพื่อให้เกษตรกรสามารถขอเช่า เช่าซื้อ หรือจำหน่ายให้ผู้ประสงค์ทำการเกษตร โดยราคาที่ดินให้เป็นไปตามราคาตลาด กรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่ดินหากมีการขัดขวาง ผู้ขัดขวางจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในขณะที่เจ้าของที่ดินหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กฎหมายมุ่งคุ้มครองที่ดินเกษตรที่รัฐลงทุนเป็นหลัก และเพื่อป้องกันนอมินีที่มีปัญหากันมาก พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเขียนไว้ให้ชัดว่า คนต่างด้าวคืออะไร โดยเห็นจากนิยามคำว่า คนต่างด้าว ที่ให้หมายถึงว่า บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นในนิติบุคคลนั้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบ หรือนิติบุคคลอื่นๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ” นายนิกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการรอนสิทธิคนต่างด้าว แต่เป็นกฎหมายที่ต้องการฟื้นฟูและรักษาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศเอาไว้ และก็ต้องการให้คนทำกินประกอบอาชีพจริงๆ ไม่ต้องการให้เป็นตัวแทนของคนต่างด้าว ถ้าทำกินจริง ลงทุนจริงไม่มีปัญหาแต่ไม่ใช่ถือที่ดินแทนคนต่างด้าวและไม่ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายได้บัญญัตินิยามคำว่า คนต่างด้าว เพื่อให้ไปบังคับในจุดที่ไม่ครอบคลุมพวกนั้น รวมทั้งจะมีบทลงโทษในระดับต่างๆ หากพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ออกเอกสารสิทธิแล้วสอบสวนเจอนอมินีก็จะต้องเพิกถอน หรือห้ามจดทะเบียน เป็นต้น

ก่อนหน้านักวิชาการและเอ็นจีโอต่างออกมาท้วงติงเบื้องต้นในเรื่องสัดส่วนของคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ที่มีตัวแทนจากเกษตรกรน้อยไป โดยเห็นว่าตัวแทนภาคเกษตรกรรมเพียง 3 คน อาจจะแพ้เสียงข้างมากที่มาจากกรรมการโดยตำแหน่งและตัวแทนภาคอื่น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน